วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการ สอศ.​ เรื่องดี ๆ ที่มีขึ้นกับอาชีวศึกษาไทย

โดย
นช.๐๐๗   

ดร.ชัยพฤกษ์   เสรีรักษ์   เลขาธิการ คณะกรรมการการอาชีวศึกษา  เรื่องดี ๆ ที่มีขึ้นกับอาชีวศึกษาไทย

หลังจากร่วมวงดื่มกาแฟสดจากเด่นชัย เครื่องดื่มถ้วยโปรดของท่านเลขาฯ  ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ แล้ว ห้องรับรองชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ก็เริ่มมีเสียงสนทนาขึ้น

ท่านเลขาหลังจากบริหาร สอศ.มาต่อเนื่องหลายปีแล้ว ขณะนี้ นโยบายเริ่มต้นการรับนักเรียนไปตามเป้าประสงค์ใหม 

“...ก็เหมือนเป็นหน้าที่หลักของ สอศ. ที่รับเด็กให้มากที่สุด  และทำอย่างไรเด็กจบไปมีคุณภาพมากที่สุด  เราดูจากปีที่แล้วที่ผ่านมา  เด็ก  ปวช.เราคิดว่าเพิ่มมาสัก 9 % แต่ผลปรากฎว่าไม่เพิ่ม ได้เท่าเดิม  เด็ก  ปวส.เขาก็บอกว่ารักษายอดเท่าเดิมแล้วกัน ผลปรากฏว่าเพิ่มขึ้น 3 % ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจเหมือนกัน ว่าทำไม ปวช.ไม่เพิ่ม แต่ ปวส.เพิ่ม

...พอเอาข้อมูลตั้งแต่ พ.ศ.2549 มาจนถึง ปีล่าสุด ลดลงทุกปีจากเดิมเด็กจบ ม.3 แล้วไปเรียน ปวช. ปี 49 เรียน 41 % ลดมาทุกปีจนถึงปีที่แล้ว ปีก่อน 36% และปีที่แล้วเรายันไว้ได้ 36% เท่าเดิม  แล้วปีนี้เราคิดว่าน่าจะเพิ่ม เพราะฉะนั้นเราก็ตั้งเป้าว่าภายใน 2 ปี ตั้งเป้าเพิ่มได้ 9 %

ส่วน  ปวส.ก็ทำท่าว่าจะลดลงมานิด ๆ  แล้วก็ขยับขึ้นมา 3% ซึ่งตรงนี้ก็เป็นตัวสะท้อนว่า คน เห็นความสำคัญของการเรียนอาชีพมากขึ้น แล้วก็หลายคนอาจจะหวังว่าช่วงแรก เด็กอยากเรียนสายสามัญก็โอเค ไปเรียนก่อน พอจบ ม.6 ก็หมุนมาสายอาชีพ ตรงนี้ก็เป็นภาพที่ดีเหมือนกัน”

เรียน ม.6 ปัจจุบันก็โยงมา ปวส. ได้

“มาได้ครับ...แล้วที่จริงถ้ามองดูจากตัวเลขที่เรามีอยู่   พบว่าเด็กที่เรียน ปวช.อย่างตอนนี้เด็ก   ปวช.มาเรียนกับเรานี่ 36% แล้วพอมาเรียนแล้วนี่พอจบ ปวช. 3 ปี ตามหลักอยากให้เขาเข้าสู่ตลาดแรง งาน ปรากฎเข้าตลาดแรงงานแค่ 10%  อีก 90% ขึ้นบนไป ปวส. แล้วจบ ปวส.ตามหลักก็คือ เขาควรเป็น  เทคนิคเชี่ยนแล้วเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้วปรากฎเข้าไปเพียงแค่ 50% อีก 50% เรียนต่อ
นั่นคือค่านิยมของเมืองไทยยังไม่เปลี่ยนมันยัง อยากได้ปริญญาอยู่ ก็เปิดปรากฎการณ์ที่เห็นเข้า ปวช .จบมาก็ทำงานนิดเดียว จบ ปวส.มาก็ออกทำงานได้แค่ครึ่งเดียว แล้วอีกครึ่งไปเรียนปริญญา แล้วที่สำคัญคือ ปวส.ที่เข้าตลาสดแรงงานครึ่งหนึ่งนี่ เข้าไปทำงานแล้วก็ยังเรียนต่อภาคนอกเวลาอีกน่นคืออยากได้ปริญญา

แต่ที่แย่กว่านั้นคือที่เรียนปริญญา 50%นี่ เขาไปเรียนสาขาอาชีพที่ไม่ตรงกับอาชีพที่เขาเรียนมาก่อน ไปเรียนสายสังคมศาสตร์หรือสาขาอื่นสักอย่างที่ไม่ใช่สายอาชีวะศึกษา เยอะมากแล้วเป็นตัวเลขที่น่าตกใจก็คือว่ากลุ่มเหล่านี้นี่พอกลับเข้าทำงานเขากลับเอาวุฒิ ปวส.มาสมัครเข้าทำงานเป็นใช้เวลาที่งานที่เรียกว่าต่ำระดับ คือวุฒิสูงแต่ว่าใช้ ปวส. ตรงนี้คือ สภาพที่เกิดขึ้นของเมืองไทย”

การเปิดสถาบันการอาชีวศึกษาเปิดปริญญาตรีรองรับความต้องการนี้ได้แค่ไหน

“การเปิดปริญญาตรีของเราเป็นการเปิดปริญญาตรีสายปฏิบัติการ   คือสภาพที่เราต้องทำคือมาสภาพ ในตลาดแรงงานว่าต้องการคนมีความสามารถสูงกว่าระดับ ปวส. แล้วก็ไม่อยากได้คนในระดับปริญญาทั่วไปเป้าหมายเราผลิตไม่เยอะตั้งเป้าปี 3000 คนก็เต็มที่แล้วจะไม่ผลิตมากกว่านั้น เราตั้งใจว่าจะทำอาชีวศึกษาแบบทวิภาคี  นั่นก็คือเด็กที่มาเรียนต้องจบ ปวส.มาก่อน แล้วตอนมาเรียนกับเรา 2 ปี ครึ่งหนึ่ง 1 ปี ต้องอยู่ในสถานที่ประกอบการ แล้วจบไปทุกคนทำงานหมดทุกคน คือเน้นเก่งปฏิบัติมาก ๆ แล้วก็ไม่เน้นจะให้คนเรียนเยอะแยะมากมาย ก็เป็นทิศทางที่อาชีวะต้องการทำตรงนี้
...เพราะฉะนั้นที่ถามว่าเปิดปริญญาตรีตอบโจทย์ตรงนี้ไหมก็ไม่เชิงตอบโจทย์เท่าไหร่ แต่อย่างไรก็
เหมือนมีช่องทางหนึ่งที่ว่า จบ ปวส.ก็ต่อปริญญาตรีได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะเพียงพอกับความต้องการของคนเรียน”

ประเด็นของ V - net  กับ  สทศ. ละครับทาง สอศ.ตลึกกันว่าอย่างไร

“กรณีตัว V-NET คือตัวหนึ่งที่เราพูดคุยกันเยอะ แล้วเราก็พูดชัดเจนว่า เรายอมรับผลการประเมิน V-NET  ระดับหนึ่ง ยอมรับระดับหนึ่งนะครับแล้วตอนนี้คุยกับ สทศ.ชัดเจนแล้ว และ สทศ. ก็ยอมรับแล้ว เนื่องจากเวลาเราวัดเด็กนี่เราต้องดูความรู้พื้นฐาน  เราต้องดูทักษะอาชีพ ดูลักษณะทางค่านิยมทางจิต ทั้งหลาย แล้ว สทศ.ที่สอบมาวัดได้เฉพาะความรู้เท่านั้น เพราะ V-NET วัดการสอบโดยใช้ ก ข ค ง  เท่านั้น

เพราะฉะนั้น V-NET วัดเด็กได้เฉพาะส่วนเดียว แล้วก็คิดเป็นเปอร์เซ็นต์แค่ 20 %  ส่วนอีก 80 % V-NET วัดไม่ได้ก็คุยกันอยู่ และปรึกษาว่าถ้า V-NET วัดได้ทั้งทักษะการทำงาน คุณลักษณะนิสัย เราก็ยินดีจะเอา V-NET มาใช้ทั้งหมด แต่ตอนนี้ V-NET วัดได้เฉพาะความรู้ แล้วก็ความรู้เฉพาะพื้นฐานเท่านั้น ก็ยอมรับแค่นั้น ก็ยอมรับแค่ระดับหนึ่ง“

สทศ. ยินดีปรับ 

“ตอนนี้ก็ขีดจำกัดแค่พื้นฐาน เพียงแค่ 20 % ส่วน 80 % อยู่ที่อาชีวะเราเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะอธิบายว่า เด็กอาชีพ เก่งแค่ไหนความรู้ความสามารถแค่ไหน ต้องดูหลายส่วนไม่ใช่ดูแค่ V-NET"

ความตั้งใจที่บริหารมาถึงเวลานี้ผลงานรูปธรรมท่านคิดว่าเป็นเรื่องใด 

"ตอนนี้ที่คิดว่าเป็นรูปเป็นร่างแล้วคืออาชีวะภาคภาษาอังกฤษ ออกมาแล้ว จากเดิมที่อาชีวะเราก็สอนของเรากันไป มาเจอโจทย์ว่าเรากำลังเข้าสู่อาเซียน เราต้องมีเด็กอาชีวะส่วนหนึ่งที่เก่งมาก ๆ ที่จะเข้าสู่อาเซียนได้ก็เปิดภาษาอังกฤษ แล้ว MINI ENGLISH ด้วย ตอนนี้สามารถเปิดได้ 141 วิทยาลัย ครบทุกจังหวัดแล้วทั่วประเทศ แล้วในปี 58 อาชีวะทุกแห่งต้องมีภาคภาษาอังกฤษ  เพื่อตอบสนองนโยบายนายก

หรืออย่างที่ 2 ที่คิดว่าทำแล้วได้ผลมาก ๆ คือการพัฒนาวิทยาลัยขนาดเล็ก อาชีวะนี่มีตั้งแต่เด็ก 100  กว่าคน ถึง 6,000 คน ซึ่งมีความแตกต่างกันมากทั้งคุณภาพทั้งเรื่องการบริหารจัดการโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ   วิทยาลัยใหญ่ ๆ ปีหนึ่งมีเกือบร้อยล้านบาท เล็ก ๆ ปีไม่กี่แสน ก็เลยมีพัฒนาการวิธีการยกระดับ คุณภาพวิทยาลัยขนาดเล็ก โดยจัดสรรงบประมาณให้เป็นธรรม ช่วยให้เขาพัฒนาจากบัวใต้น้ำเป็นบัวปริ่มน้ำ แล้วก็มาพัฒนาครูแล้วก็พัฒนาคุณภาพ

...ได้ทำมา 3 ปี ก็คิดว่าวิทยาลัยขนาดเล็กของอาชีวะได้ปรับตัวมากขึ้นแล้วก็ทำให้คุณภาพเป็นที่ยอมรับของชุมชนมากขึ้นกับอีกเรื่องที่หนึ่งที่เป็นเป็นรูปธรรมคือ เรื่องเด็กออกกลางคัน เด็กอาชีวะนี่ออกกลางคันเยอะมากมาเรียนมาเรียนปี 1 เทอม 1 เทมอ 2 นี่ออก หลายสิลเปอร์เซ็นต์มาก พอมาทำโครงการร่วมกับวิทยาลัย 2 ปีนี่ลดลงไปได้เยอะ แค่เอามาเรียนก็ยังยากแล้ว แล้วยังออกอีกตรงนี้ก็ช่วยได้เยอะ เด็กออกกาลางคันส่วนใหญ่ ใจก็ไม่อยากเรียนอาชีวศึกษาอยู่แล้วเพียงแต่ว่า บางคนเรียนสายสามัญไม่ไหนไม่ได้ก็มาอาชีวะ

แต่บางส่วนก็เจอปัญหาเรื่องเศรษฐกิจค่าใช้จ่ายอะไรประมาณนี้  ซึ่งตรงนี้ก็แก้ไปได้พบสมควรอย่างล่าสุด ช่วยรัฐบาลปัจจุบัน พลเรือเอกณรงค์ นี่ ก็เห็นด้วยกับปัญหาใหญ่ของอาชีวะ ผมก็เรียนว่าปัญหาอาชีวะ เด็กส่วนหนึ่งที่ออกกลางคันเขาก็ไม่มีอุปกรณ์การเรียน เพราะเด็กอาชีวะศึกษาถ้าเรียนให้ได้ผลต้องมีเครื่องไม่เครื่องมือ แล้วก็วิทยาลัยก็ไม่ได้รีบเงิน เพราะฉะนั้นเขาก็เก็บเงินจาก เด็กจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ก็เสนอท่านว่าน่าจะมีอุปกรณ์ประจำตัวเด็ก รัฐมนตรีก็เห็นด้วยเพิ่งลงนามในครม.เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง อุปกรณ์ประจำตัวเด็กซึ่งจากแยกตามสาขา ถ้าสาขาอุตสาหกรรมหัวละ 2,000 บาท  ศิลปกรรม  คหกรรม ก็แตกต่างกันไหน ปี

แต่ก่อนไม่มีเลย คิดว่า ครม.จะช่วยตรงนี้เพราะปีหนึ่งประมาณ 400 ล้าน ก็เราดูหมดเลยทั้งรัฐ เอกชน ทั้งท้องถิ่น ดูหมดเลยให้ทั่วถึงเป็นธรรม จะอาจทำให้เด็กมาเรียนอาชีวะมากขึ้น  เรียนอย่างมีคุุณภาพเช่น  อย่างแต่ก่อนจะทดลองทำอะไรอย่างมีมิติมิเตอร์ที่จะวัดนี่  ถ้าเด็กเรียนห้อง 30  คน มีเครื่องมือ 3 ตัว ก้เข้าคิวกันอยู่ แต่ถ้าทุกคนมีได้ลองได้ฝึกก็จะมีขึ้น
...ตรงนี้ก็คิดว่าน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง"

ถ้าจะสรุปภาพรวมอาชีวศึกษาตอนนี้ท่านเลขาฯ มองว่าสังคมโดยรวมหวังอะไรได้บ้าง

"ตอนนี้เราใช้คำว่าอาชีวะสร้างชาติเป็นตัวนำ คำว่าอาชีวะสร้างชาติเป็นสิ่งที่พูดในกระทรวง พูดในวงกาของพวกเรา แต่ถ้าดูในวงการของโลกนี่ก็พูดถึงเรื่องนี้เยอะ

ผมดูข้อมูลของ UNDP อย่างแรกเขาพูดชัดเลยว่าประเทศจะมีความเจริญทางเศรษฐกิจสังคมได้นี่มันต้องมาจากประเทศนั้นมีประสิทธิถภาพสูง ผลผลิตออกมามีประสิทธิภาพสูง  อย่างที่สองคือมีการบริการต้องมีคุณภาพสูง การที่ประเทศที่มีคุณภาพต้องมีประสิทธิและคุณภาพที่สูง

...และการที่มีจะมีประสิทธิภาพและบริการที่คุณภาพสูงได้นั้นจะต้อง ได้มากจากคนทำงานที่มีคุณภาพ คนทำงานที่มีคุณภาพจะต้องมาจากอาชีวะที่มีคุณภาพเพราะฉะนั้นอาชีวะที่มีคุณภาพก็คืออาชีวะที่สร้างชาติได้ นั้นคือทิศทางที่เรากำลังทำและจะสร้างให้สังคมเห็น..."

เฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ : ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2558

โดย : นช ๐๐๗   /  Fadhill Creative Studio  : ภาพ

ครูเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ จากโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา เฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประจำปี 2558

เป็นคนแรกของประเทศไทย ในวโรกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาขอจัดตั้งรางวัลระดับนานาชาติ เพื่อเฉลิม พระเกียรติ พระปรีชาด้านการศึกษา พระราชทานพระราชานุญาต ตั้งพระนาม “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี" ยกย่องเชิดชูเกียรติครูผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อการศึกษาใน 11 ประเทศอาเซียน

ครูเฉลิมพร  พงศ์ธีระวรรณ เกิด 15 พ.ย. 2500 จบประกาศนียบัตรวิชาชีพครู วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช สำเร็จปริญญาการศึกษาบัณฑิต เอกฟิสิกส์ โทรคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตสงขลา สอนวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จนถึงปัจจุบัน 35 ปีแล้ว

ยึดแนวคิด กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสงสัย ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เป้าหมายเพื่อให้ศิษย์เกิดทักษะการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณ เป็นอาวุธทางปัญญาที่จะนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ด้วยมีเจตคติที่ดีกับอาชีพครูจึงมีวันนี้ขึ้นมา

“ชีวิตและอาชีพครูของผม คิดว่าเริ่มตั้งแต่สมัยมัธยม เพราะเห็นว่าคุณครูเป็นผู้มีอิทธิพลทุกเรื่อง
ผมมองว่าครู้เป็นนักปราชญ์เป็นผู้รู้  ครูเป็นผู้พิพากษาตัดสินคดีก็ได้นะ ครูเป็นวิศวกรก็ได้ ซ่อมโน้นซ้อมนี่ทำนั่นทำนี่ได้   เป็นจิตกรก็ได้  ครูเป็นหมอ พยาบาลก็ได้เมื่อลูกศิษย์เจ็บป๋วยก็พามาห้องพยาบาล ต่าง ๆ นา ๆ

ผมเป็นว่าบทบาทของครูสำคัญมากไม่ใช่ เฉพาะสอนหนังสือ ผมก็คิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากเป็นครู”

หลังจากจบการศึกษาบัณฑิตแล้วครูลงบรรจุและสอนคือที่นี่เลย...
“ครับก็อยู่สุราษฏร์พิทยาอยู่ 35 ปี ไม่ได้ย้ายไปไหนเลยครับ”

ภาพรวมวิธีการสอนของครู จากอดีตที่ผ่านมารูปแบบการสอนแตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ
“เมื่อก่อนก็สอนแบบครูทั่วไปนี่แหละครับ ก็คือสอนให้นักเรียนรู้จำ นำไปทำข้อสอบ แต่ว่าสอนไป ๆ ก็กลับมาย้อนดูว่าสอนไป ๆ ๆ สักพักหนึ่งนักเรียนก็ลืมหมดแล้ว บางคนไปเรียนมหาวิทยาลัย,kบอกว่าความรู้ที่อาจารย์สอนผมไม่ได้ใช่เลย
เพราะฉะนั้นเราก็กลับไปพิจารณาว่าทำอย่างไรให้การเรียน และการสอนของเราเรียนรู้อย่างมีความหมาย ก็หาวิธีแล้วพบว่าโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีหนึ่งที่ให้นักเรียนนั้น สามารถที่จะนำเอาความรู้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเขาได้ แล้วก็พยายามนำเอาความรู้ให้มาเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตประจำวันของเขา พยายามสร้างเนื้อหาให้ใกล้เคียงกับกับชีวิตประจำวัน ต้องให้เขาเรียนแล้วรู้ว่าเรียนแล้วไปทำอะไรได้บ้าง”

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการสอน
“จุดเปลี่ยนก็น่าจะเสียงสะท้อนมาจากการลูกศิษย์ เพราะบางคนบอกว่าวิชาที่เรียนไปไม่ได้ใช้อะไรเลยเพราะฉะนั้นเราก็กลับมาคิดว่า เราน่าจะเปลี่ยนวิธีการเรียน การสอน
เพราะความรู้ที่เรียนไปเหมือนไม่มีความหมาย เพราะเขาจะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้แล้วก็ ผมก็พยายามสอนถึงเรื่องกระบวนการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ว่าทำอย่างถึงจะให้เขาสืบค้นองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง เพราะความรู้ในโลกนี้มีมากมายมหาศาล ไม่สามารถสอนกันในวันสองวันหรือปีสองปีได้หมด เพราะฉะนั้นนักเรียนทุกคนก็ควรมีกระบวนการเรียนรู้ที่จะสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง
...อันนี้ก็ต้องอาศับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน”

อุปสรรคหรือความลำบากอย่างไรในการเริ่มต้นสอนในขณะที่ยุคนั้นการสอนโครงงานยังไม่บูม หรือยังไม่เป็นที่รู้จัก
“ตอนเริ่มต้นก็ค่อนข้างลำบากในเรื่องเอกสารครับ ตำราต่าง ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์เพราะว่า เป็นช่วงยุคเริ่มต้น เพราะว่าตอนที่ผมทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ก็มีโรงเรียนแถวจังหวัดนครสวรรค์ที่เขาดังเรื่องโครงงานวิทยาศาสตร์มากก่อน ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่นั่น ก็ได้ศึกษาดูงานที่โรงเรียนนครสวรรรค์  โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ ก็ได้คุยกับอาจารย์ประดิษย์ เหล่าเนตร ท่านเป็นครูแห่งชาติ ท่านก็กรุณาให้เอกสารมาศึกษา ก็เป็นเอกสารชุดแรก ๆ ที่ผมได้เรื่องเกี่ยวกับโครงงาน หลังจากนั้นทางกระทรวงก็มีหนังสือเกี่ยวโครงงานออกมา 2 เล่ม
ก็ได้ศึกษาเพิ่มเติมไปตรงนั้นแล้วก็มาประยุกตฺมาใช้กับตัวเองเพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน”

ประสบการณ์การสอนโครงงานที่ครูประทับใจ และประสบความสำเร็จยกตัวอย่างได้ไหม
“โครงการที่ประสบผลสำเร็จมีหลายเรื่องด้วยกันนะครับ เริ่มตั้งแต่ยุคแรก ๆ ทำแขนกลหว่านอาหารกุ้ง  ผมก็ให้นักเเรียนคิดเกี่ยวกับปัญหาในท้องถิ่น ยุคนั้นนนากุ้งกำลังบูมครับ มีปัญหาว่าจ้างคนหว่านอาหารกุ้ง ก็เลยคิดแขนกลงขึ้นมา มีนักเรียนผลิตแขนกลขึ้นมาเพื่อหว่านอาหารกุ้ง ซึ่งก็ได้รับรางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ถือเป็นเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลระดับประเทศ
อันนั้นก็ถือว่าดีใจมาก หลังจากนั้นก็ได้รับการพัฒนาวิธีการอสอนนักเรียนมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเราได้ไปแข่งขันระดับนานาชาติ แล้วก็ระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือในงานอินเทล ไอเซฟ” (Intel ISEF) ในประเทศสหรัฐ ในปี 2554 หรือ ค.ศ.2011 เราได้ที่ 1 ระดับโลก และชื่อของนักเรียน 3 คน ได้รับเกียรติตั้งชื่อเป็นดาวเคราะห์น้อยในจักรวาล 3 ดวงด้วยกัน”

ขณะนี้ 3 คนนั้นประสบความเสร็จอย่างไรไหม
“ก็เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลคนหนึ่ง เรียนอยู่คณะเกษตรศาสตร์ ม.เกตรศาสตร์ คนหนึ่งแล้วก็เรียนคณะเภสัชศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์อีกคนหนึ่ง ก็ศึกษาไปทางด้านวิทยาศาสตร์ทุกคน”

ก็ทำแผนการเรียนครูคิดว่าอยากลำบากไหมในการคิดโครงงานให้เด็กทำ
“จริง ๆ แล้ววิชาโครงงานเป็นวิชาที่บูรณาการ บูรณาการหลายกลุ่มสาระเรียนรู้เข้าด้วยกัน คือบอกนักเรียนว่าไม่สามารถยึดถือศาสตร์ใดศาสตร์ได้  ทุกศาสตร์ไม่สามารถยืนอยู่ด้วยตัวมันเองได้ ทุกศาสตร์ล้วนเกี่ยวพันกัน เพราะฉะนั้นเมื่อทุกศาสตร์ล้วนเกี่ยวพันกันกิจกรรมโครงงาน จะบูรณาการทุกวิชาเข้าด้วยกัน
เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าหลุดมาตรฐานไหม ก็บอกว่าไม่หลุดหรอกครับ ซึ่งโครงงานเป็นวิธีการเรียนรู้ศาสตร์เหล่านั้น แล้วผสมผสานเนื้อหาเข้าไปในโครงงานนั้น เพราะฉะนั้นนักเรียน เรียนด้วยความสนใจ ด้วยความสนุกนักเรียนก็สามารถที่จะเรียนรู้ได้ตัวเองแล้วก็สามารถพบองค์ความรู้ด้วยตนเองก็จะได้ผลการเรียนรู้ที่เรียกว่า ผลการเรียนรู้ที่คงทน ที่จะติดตัวนักเรียนไป”

พิจารณาความสำเร็จของครูเกี่ยวกับบริบทของโรงเรียนที่เอื้อต่อการคิดโครงการหรือเปล่า
“คืออย่างนี้ครับ ผมให้นักเรียนทำงานอยู่ในบริบทของพื้นที่ ที่สุราษฏร์ธานีเป็นพื้นที่เกษตรกรรม เป็นสวนยาง ทำประมง ทำสวนปาล์มเป็นหลัก เพราะฉะนั้นผมก็ให้นักเรียนใช้พื้นที่ท้องถิ่นเขาเป็นบริบทเป็นฐาน ให้เขาคิดเรียนรู้ให้เขาคิดเรื่องบริบทชีวิตของเขา
เพราะฉะนั้นเรื่องที่เขาทำสามารถนำกลับไปใช้ในท้องถิ่นได้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ดูดเก็บน้ำยางอะไรแบบนี้ หรือวิธีการผสมปาล์มทำอย่างไรถึงจะผสมปาล์มให้ติดลูกดก ในท้องถิ่นทิ้งน้ำยางเหม็นทำอย่างไรถึงจะบำบัดกลิ่นได้ ทำอย่างไรเอาของเสียให้เป็นของดี ก็เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นสื่อการเรียนการสอน ทำแบบนี้ก็ให้นักเรียนได้รางวัลระดับนานาชาติและระดับโลก

วิธีการกระตุ้นเด็กให้ขวนขวายหาความรู้ใหม่ ครูมีวิธีอะไรพิเศษหรือตัวช่วยอย่างไร
“คือในการหาความรู้ผมเองก็หาความรู้อยู่โดยตลอด เพราะว่าถ้าเราไม่หาความรู้นักเรียนก็จะไม่มีตัวอย่างว่าจริง ๆ แล้วความรู้หาตลอดเวลา เพราะความรู้เกิดขึ้นทุกวันตลอดเวลา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมพูดคุยกับนักเรียนว่าการที่เราทำโครงงานก็เป็นวิธีการหาความรู้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งในชีวิตประจำวันของเรามีความรู้เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ถ้าเราเรียนรู้ความรู้ที่เขาพบมาแล้ว ซึ่งก็มีมากมายเขาก็เรียนไม่หมดหรอก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีวิธีการกระบวนการเรียนรู้ แล้วก็หาสิ่งเหมาะกับตัวเรา”

แต่ครูก็มีเครื่องมือที่ให้เด็กเข้าถึงกระบวนการคิด และหาความรู้ อย่าง “ก้างปลาคู่ผู้พิชิต” และ “หมวก 6 ใบ” ครูอธิบายได้ไหม
“แนวคิดการเขียนโครงงานโดนนำก้างปลาคู่ (ก้างปลาผู้พิชิต) มาเป็นตัวช่วยให้นักเรียนคิดได้ถูกทางและคิดได้คล่องมากขึ้น
ก้างปลาคู่นี้จะประกอบด้วยปลาสองตัว ปลาตัวแรกจะระบุปัญหาและนักเรียนจะต้องวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา ปลาตัวที่สองนักเรียนจะต้องเลือกสาเหตุของปัญหามาจากปลาตัวที่หนึ่ง
ก้างปลาตัวแรกจะเป็นการวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุ ให้เขาเอาปัญหามาไว้ที่หัวปลา และก้างปลาเป็นสาเหตุต่างๆ การที่เขาจะรู้สาเหตุของปัญหา เขาจะต้องไปหามาก่อน ไม่ใช่นึกเอาเองว่าปัญหามาจากไหน เขาต้องไปค้นคว้าจากแหล่งต่างๆเที่เขาพอจะสืบค้นได้ เพื่อที่จะมาตอบก้างปลาแต่ละก้างของเขาให้ได้เยอะที่สุด
เมื่อรู้สาเหตุของปัญหาแล้ว ก็ให้เขาเลือกสาเหตุที่เห็นว่าสำคัญและสนใจมาหนึ่งสาเหตุ เอาไปใส่ไว้ในหัวปลาตัวที่สอง
และก้างปลาตัวที่สองก็จะเป็นวิธีการแก้ เพราะฉะนั้นเขาก็จะหาวิธีการแก้ต่อไปอีกว่า จะแก้ได้โดยวิธีใดบ้าง ตั้งเป็นสมมุติฐานอย่างนั้นอย่างนี้ ที่เกิดขึ้นมาจากความรู้ที่เขาค้นคว้ามาตั้งแต่ต้น แล้วก็สรุปเอาวิธีการแก้ปัญหามารวมกับตัวสาเหตุเขาก็จะได้หัวข้อเรื่องในการทำโครงงาน
ส่วนหมวก 6 ใบ เป็นการนำทฤษฏีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของ Dr. Edward de Bono มาใช้ โดยจะเป็นการจัดระเบียบความคิดของนักเรียน  โดยหมวกแต่ละใบนั้นจะทำให้นักเรียนมองในสิ่งที่ต้องการคิดหรือทำนั้นอย่างรอบด้าน และต้องค้นหาข้อมูลอย่างรอบด้านเช่นกัน ทำให้ได้ใช้ทักษะทั้งการค้นคว้า การคิดวิเคราะห์ การเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย จุดดี จุดเด่น อุปสรรค การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การทำงานเป็นกลุ่ม ที่ทำให้เกิดข้อมูลครบถ้วนทุกด้านก่อนที่จะตัดสินใจทำงาน”

ช่วงชีวิตความเป็นครู เคยท้อไหมครับ แล้วมีวิธีสร้างกำลังใจอย่างไร
“ท้อก็มีเหมือนกันนะครับ ท้อแล้วก็ต้องรีบลุกนะครับเพราะว่าถ้าท้อแล้วไม่ลุกก็ fail  ตลอดเวลา ก็ถือคติว่าล้มแล้วรีบลุก แล้วบอกกับตัวเองว่าเราต้องรีบไปข้างหน้า
แล้วก็มองว่าไม่มีอะไรที่สำเร็จทุกครั้ง ไม่มีงานใดที่ว่าไม่พบกับความล้มเหลว เราเอาความล้มเหลวนั้นมาเป็นบทเรียนเพื่อก้าวไปข้างหน้าดีกว่า ดีกว่าไปจมกับความล้มเหลวตรงนั้นเมื่อคิดได้อย่างนี้ก็รีบลุกแล้วพิจารณาว่างสิ่งที่ทบทวนคืออะไร แล้วก็สิ่งผิดพลาดนั้นมาเป็นตัวหลัก เป็นตัวตั้งในการพัฒนาการเรียนรู้ต่อไป”

เหตุท้อใจส่วนใหญ่เรื่องใดครับ
“ก็เป็นเรื่องของงานนะครับ บางทีทำงานไม่ทัน ทำงานไม่ได้ดังใจอะไรแบบนี้นะครับ คือเกี่ยวเนื่องกับเวลาเพราะฉะนั้นบางทีเวลาน้อยเราทำไม่ทัน เมื่อรู้อย่างนี้ก็มาปรับเปลี่ยนวิธีการอะไรต่าง ๆ นะครับ”

ถ้าจะแนะนำครูภาคอื่นที่สอนวิชาโครงงานอยู่ด้วย แต่มีความแตกต่างท้องถิ่นกับครู ครูจะแนะนำอย่างไร
“ผมว่าในประเทศไทยมีบทริบทเอื้อเฟื่อต่อการเรียนรู้ ต่าง ๆ กันออกไปในแต่ละภูมิภาคเฉียงภาคเหรือ ภาคอีสาน ภาคตะวันออกก็มีบทริบาทของเขานซึ่งตั้งแต่ทำโครงงานมาไปเจอเพื่อนครูที่ทำโครงงานในภาคต่างๆ นะครับ เขาก็ทำในบริบทของเขา เขาก็ประสบผลสำเร็จเหมือนกัน ในภาคอีสานก็ทำในบริบทของภาคอีสานไข่มดแดง  หรือภาคกลางก็ทำเรื่องทำนานะครับ ในภาคตะวันออกก็ทำเรื่องสวนผลไม้อะไรพวกนี้นะครับ
...ก็คิดว่าถ้าทุกคนเอาบริบทพื้นฐานของตัวเองเพื่อเป็นพื้นฐานการ เรียนรู้ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
ดูครูจะมีผลงานไม่ใช่แค่ท้องถิ่น แต่เนื้อหาโครงงานเป็นสากลก้าวหน้าไปสู่นานาชาติ มีอะไรหรือเทคิคอะไรถึงก้าวไปสู่นานาชาตินั้นได้

การเข้าสู่นานาชาตินี่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของงานนะครับ  คือถ้าหากงานวิจัยที่เราทำตอบโจทย์ตัวเอง คือตัวเองได้ประโยชน์ตัวเองคนเดียวงานนั้นคุณภาพจะต่ำ แต่ถ้างานวิจัยนั้นสามารถที่จะแก้ปัญหาให้กับชุมชนงานวิจัยนั้นก็มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น
ถ้างานวิจัยนั้นสามารถแก้ปัญหาระดับประเทศได้ก็มีคุณภาพเพิ่มมาอีก
และแต่ถ้างานวิจัยสามารถแก้ปัญหาให้กับคนทั้งโลกได้นั้นคุณค่าก็เพิ่มขึ้นมาอีก นี่ก็น่าจะเป็นเรื่องคุณภาพของงานที่เข้าสู่นานาชาติได้ งานที่เราทำขึ้นมาสามารถแก้ปัญหาในระดับภูมิภาคได้ไหมระดับโลกได้ไหม
อย่างเรื่องพลาสติกจากเกล็ดปลาที่ได้รางวัลที่ 1 ระดับโลกมานี่เพราะเขาเอามาแก้ปัญหาพลาสติกที่เป็นปัญหาของโลกไม่สามารถกำจัดได้ในเวลาอันสั้น เขาก็เลยสร้างพลาสติกชนิดใหม่ขึ้นมาที่สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ย่อยสลายได้ในเวลาอันสั้นแล้วก็เอามาใช้งานได้จริง ๆ ซึ่งผมก็คิดว่างานชิ้นไหนที่แก้ปัญหาระดับโลกได้ก็สมควรได้รางวัลระดับโลก”

กับกลุ่มสาระวิชาอื่นที่ดูละไม่เป็นรูปธรรมเหมือนวิทยาศาสตร์ครูมีข้อแนะนำอะไรไหม
“กลุ่มสาระอื่นก็สามารถทำงานได้นะครับ เพราะในปัจจุบันนี้ผมก็มครูในที่สอนกลุ่มสาระอื่นนำเอาแนวคิดของผมไปให้อย่างกลุ่มสาระสังคมศึกษา กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ กลุ่มสาระคณิตศาสตร์เอาวิธีการเหล่านี้ไปใช้นะครับก้ได้ผล”

สุดท้ายนี้อยากให้ “ครูเฉลิมพร” ฐานะครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรีคนแรกของไทยกล่าวสุนทรพจน์ โดยไม่ต้องเตรียมตัวต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติครูจะกล่าวอะไรดีครับ
“ในชีวิตครั้งหนึ่งของการเป็นครู เราก็ต้องมีความมุ่งหมายในชีวิตความเป็นครูว่าจะพัฒนาลูกหลานของเราเป็นกำลังของชาติต่อไปในอนาคต เพราะแธนั้นงานของครูจึงเป็นงานที่หนักหนา สาหัสอยู่ที่เดียวครับเพราะความหวังทั้งหลายอยู่ที่ครูถ้าครูดี ครูมีคุณภาพอนาคตของประเทศชาติก็จะเจริญรุ่งเรือง ก็คือสามารถผลิตเยาวชนนั้นให้มีคุณภาพ ยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสง่าผ่าเผย

ดังนั้นอาชีพครูจึงเป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่ เป็นอาชีพสร้างคนที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าถ้าไม่มีครูที่เป็นสั่งสอน ลูกศิษย์ ลูกหา ให้มีความรู้ความสามารถประเทศชาติก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ เพราะฉะนั้นของให้เพื่อนครูทุกคนจึงตระหนักถึงความสำคัญอันนี้ และทำหน้าที่ของตนเองด้วยความภาคภูมิใจว่าอาชีพของเรานั้นเป็นอาชีพที่สำคัญยิ่ง ที่จะนำพาประเทศชาติให้อยู่รอดต่อไปในอนาคต...สวัสดีครับ”

“ดร.กมล รอดคล้าย” เลขาธิการสภาการศึกษา : “สภาการศึกษา” ยุคใหม่สร้างเครือข่าย... การศึกษาไม่ใช่ ศธ. รับผิดชอบหน่วยงานเดียว


โดย : นช ๐๐๗ / ฝ่ายประชาสัมพันธ์สภาการศึกษา : ภาพ
จากมติการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2558  ในที่ประชุมเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารระดับสูง (ระดับ 11) จำนวน 2 ราย ได้แก่ ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา และนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กพฐ.

จากวันนั้นถึงวันนี้บรรยากาศการทำงาน ณ สภาการศึกษา ริมถนนสุโขทัยคักคึกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้เลขาธิการคนใหม่เป็นผู้บริหารนักวิชาการ

ดร.กมล  รอดคล้าย เลขาฯ  ทำงานได้ระยะหนึ่งแล้ว เวลานี้จึงเหมาะสมที่จะเปิดใจกับงานท้าทายใหม่ในฐานะนักบริหาร

ก่อนมานั่งในตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา ท่านมองหน่วยงานนี้เป็นอย่างไร และเมื่อมาสัมผัสแล้วมองต่างไปไหมอย่างไร

“ก่อนที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา ผมก็มองสภาการศึกษาในมติเชิงบวก   เพราะว่าผมมีความเชื่อว่าทุกหน่วยงานนี่ องค์กรในการทำหน้าวางแผนกำหนดนโยบายนี่ หรือทิศทางการศึกษาของประเทศนี่ หรือทิศทางการทำงานของกระทรวงฯ นี่ สภาการศึกษามีบทบาทสำคัญมากที่สุด เพราะฉะนั้นสภาการศึกษาที่มองในมติของงานนี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก
ในมิติเรื่องของบุคคล คนนี่ที่สภาการศึกษาถือเป็นบุคคลที่ความรู้สูงสุด ถ้าเทียบกับองค์กรต่าง ๆ ถ้าเทียบกับมหาวิทยาลัยที่มีดอกเตอร์มีศาสตราจารย์มีรองศตราจารย์เยอะ แต่ว่าที่สภาการศึกษามีคนที่จบปริญญาเอกและจบการศึกษาขั้นสูงนี่ โดยสัดส่วนมีมากกว่าที่อื่น

ในขณะเดียวกันผมมองในมิติว่าในเชิงการบริหารจัดการหน่วยงานที่มีลักษณะไม่ใหญ่เกินไปหรือไม่เล็กเกินไปจะมีความคล่องตัวสูงในการทำงาน

เพราะฉะนั้นเมื่อมาทำงานที่นี่ก็มีความสุข แล้วก็มีความมั่นใจว่าถ้าผมได้มาทำงานโดยเอาประสบการณ์เดิม ๆ ที่เคยทำที่สำนักงาน สำนักปลัดกระทรวง เคยเป็นรองปลัดกระทรวงเคยเป็นรองเลขาธิการอาชีวศึกษา เคยเป็นรองเลขาธิการ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ก็น่าจะนำเอาประสบการณ์ความรู้ความสามารถ ที่เราผ่านมา มาใช้ในการทำงานที่นี่
เพราะนั้นวันนี้ที่ตั้งใจมาก ๆ ก็อยากทำให้หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ชี้นำทางการศึกษาได้ ใช้นำในเรื่องนโยบาย เรื่องทิศทาง เป็นหน่วยงานที่มีองค์ความรู้แน่น สามารถซีพพเอร์ทิศทางการทำงาน และสุดท้ายก็คงใช้ศักยภาพของคนที่ซึ่งเก่งอยู่แล้วเชื่อมโยงกับคนจากเครือข่ายอื่น ๆ ในองค์กรหลักในพื้นที่ซึ่งผมมีประสบการณ์ในการทำร่วมกันมา ก็เชื่อว่าแนวโน้มการทำงานของทั้งสภาการศึกษาเอง แล้วก็ของกระทรวงศึกษาธิการน่าจะดีขึ้นนะครับ
อันนี้เป็นความมุ่งหวัง...”


ท่านเลขาฯมานั่งได้ระยะหนึ่งแล้วนโยบาย ทิศทางการบริหารสภาการศึกษามองเรื่องอะไรพิเศษบ้าง

“เราทำ 4 - 5 เรื่องด้วยกันครับ เรื่องแรกโดยบทบาทหน้าที่ของสภาการศึกษา
ต้องกำหนดแผนการศึกษาของชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อจะกำหนดแผนการศึกษาของชาติ
ชาติเราก็ต้องทำหน้าที่ในการกำหนดทิศทาง กำหนดคุณลักษณ์ของเด็กไทย
เพราะว่าเด็กเป็นเป้าหมายสูงสุดในการศึกษา เราจะต้องกำหนดอนาคตเด็ก  เด็กไทยในอนาคตต้องมีสมรรถนะ มีมาตรฐานการเรียนรู้ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเป็นคนไทยที่ดีเท่านั้น แต่ต้องเป็นคนในสังคมอาเซียนและเป็นคนที่มีคุณภาพของสังคมโลกด้วย

เพราะฉะนั้นเมื่อเรากำหนดมาตรฐานการศึกษาเราต้องกำหนดดูด้วยว่า คุณสมบัติของเด็กไทยที่พึงประสงค์เป็นอย่างไร กำหนดสิ่งเหล่านี้ได้แล้วก็กำหนดเป็นนโยบายของไทย หรือเป็นทิศทางในการกำหนดการศึกษาซึ่งแน่นอนก็ต้องเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการพัฒนาครู เรื่องของการพัฒนาสถานศึกษา เรื่องใช้สื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสม

นอกจากเรื่องของการทำแผนพัฒนาการศึกษายังกำหนดอยู่ในแผนของสภาการศึกษาว่าจะมีหน้าที่ในการออกแบบ มาตรฐานการวิจัย การศึกษาค้นคว้า

สรุปง่าย ๆ ก็คือหน่วยงานนี้ต้องหาความรู้ใหม่ ๆ จากงานวิจัยก็ได้ จากการศึกษาก็ได้ หรือจากการออกแบบการนำร่องต่าง ๆ ก็ได้ การนำร่องกระบวนการจัดการเรียนรู้ การนำร่องกระบวนจัดการศึกษาที่เหมาะสม การนำร่องเรื่องงบประมาณที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้การที่เราจะได้มาก็ต้องมีข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้องชัดเจน เราจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การรูปของการประชุมเสวนาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

...และเนื่องจากที่นี่มีส่วนในการออกกฎหมายนะครับ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรากำลังเตรียมการทำพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ เราจะต้องกำหนดแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษา ตรงนี้เราจำเป็นต้องมีผู้รู้ด้านกฎหมายเข้ามาช่วย

ผมมีความเชื่อว่าถ้าเราออกกฎระเบียบ กฎหมายถือเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ดีนี่ ก็จะนำไปสู่การที่องค์กรต่าง ๆ นำสิ่งเหล่านี้ไปใช้

ส่วนที่สำคัญที่สุดเรื่องสุดท้ายผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาเครือข่ายนะครับ กราบเรียนว่าในการจัดการศึกษา  ผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาไม่ใช่มีแค่เฉพาะคนในกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้นในอนาคตอย่างน้อยมี 9 กระทรวงจะมีบทบาทในด้านการศึกษานะครับ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข  เทคโนโลยี  กระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา กระทรวงแรงงาน ซึ่งกระทรวงเหล่านี้ใช้คนจากกระทรวงศึกษาธิการ ก็จะต้องมีการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกัน แล้วเรายังมีเครือข่ายนักวิชาการจากทุกมหาวิทยาลัย มีเครือข่ายผู้รู้อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ การสร้างเครือข่ายที่ดีจะให้ให้มีสรรพกำลังเข้ามาช่วยพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามองเห็นว่าถ้า เราใช้จังหวัดเป็นหน่วยในการพัฒนางาน ก็จะต้องส่งเสริมให้มีสมัชชาการศึกษาจังหวัด หรือมีสภาการศึกษาจังหวัดเกิดขึ้น
ทั้งหมดกระบวนการที่กิดขึ้นมีความมั่นใจนะครับว่า ถ้าเราวางทิศทางที่ชัดเจนและวางยุทธศาสตร์ของประเทศ ว่ารัฐบาลกำหนดให้ขับเคลื่อนไปทางไหน แล้วสภาการศึกษาสนับสนุนและให้สภาการศึกษาเป็นหน่วยงานทางวิชาการ เป็นหน่วยงานชี้นำในเชิงนโยบายก็น่าจะให้ทิศทางการศึกษาไปไปในทางที่ดี ตรงนี้ก็จะส่งผลถึงความก้าวหน้าของบ้านเมืองในอนาคต”

กับคำกล่าวว่าสภาการศึกษาเป็นยักษ์ไม่มีกระบอง ท่านเลขาฯจะสร้างกระบองขึ้มาได้ไหมในยุคนี้

“ในอดีตเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครับ เพราะว่าเป็นหน่วยงานที่มีคนน้อยมีประมาณ 190 คน มีงบประมาณ 200 กว่าล้านซึ่งเมื่อเปรียบกับถ้าเทีบกับหน่วยงานที่ใหญ่ที่สุดคือ สพฐ. มีประมาณ 3.1 แสนล้านตอนนี้นะครับ

แต่ปัญหาขอเรียนอย่างนี้ครับว่า เมื่อเราวางแผนการศึกษาสมมุติเราวางแผนการศึกษาชาติ 15ปี หรือวางแผน 5 ปี หรือแม้นแต่เราออกแนวปฏิบัติอะไรออกมานี่ส่วนใหญ่เราจะเขียนโดยผู้รู้นักวิชาการซึ่ง สิ่งที่กำหนดมาดีหมดไม่มีส่วนไหนเสียหายเลย จุดอ่อนคืดเราไม่ได้มองสภาพจริงว่าหน่วยงานนี่เขาเห็นชอบไหม เราอยากได้แนปฏิบัติอย่างนี้ไปใช้หรือไม่ เราไม่ได้มองถึงบุคคลกรที่เข้ามาทำงาน เราไม่ได้มองงบประมาณที่เสริมเข้ามา

เพราะฉะนั้นคำว่ายักษ์ไม่มีกระบอกก็คือว่า กำหนดได้พูดได้ แต่คนอื่นไม่เอาไปทำ
ซึ่งวันนี้เวลานี้ผมได้เตรียมการแก้ปัญหานี้นะครับ วิธีการงานง่าย ๆ คือ เรื่องแรกที่ได้กราบเรียนไปเบื้องต้นแล้วคือต้องมีเครือข่ายทำงานด้วยกันคือ หมายถึงถ้าเราต้องการทำแผนการศึกษาชาติที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็ต้องให้การศึกษาขั้นพื้นฐานเข้ามาเขียนแผนด้วย

เกี่ยวข้องกับอาชีวะ เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษา เกี่ยวข้องกับ กศน. คนเหล่านี้ต้องมาช่วยเขียนแผนด้วยช่วย เสนอในรูปธรรม และเป็นสิ่งที่เขาทำได้จริง  เมื่อเขามีส่วนใหนการขึ้นแผน เขาก็กำหนดให้เอาไปใช้ เพราะเขาได้กำหนดให้เขียนแผนเอง หรืออาจเอาแผนของเขาเองมาเสริมกัน

…เราต้องไปถามพื้นที่ทั่วประเทศเพราะว่าพื้นที่ทั่วประเทศจะมีบริบาทที่แตกต่ากัน การไปทำประชาพิจารณ์ในพื้นที่กลุ่มต่างจังหวัด ซึ่งประเทศไทยมี 19 กลุ่มจังหวัด ทีนี้ถ้าหากเอาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีมาจับ เรามีภาคเหนือตอนบน บนล่าง  ภาคใต้ตอนบน ภาคใต้ตอนล่าง  เรามีกลุ่มอันดามันอะไรพวกนี้ กลุ่มจังหวัดเข้ามามีส่วนร่วมจัดทำแผนการศึกษา จัดทำเสร็จเขาเห็นชอบเขาก็ไปจัดทำโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครทำใหม่หรอกเพราะเป็นแผนที่เขาเห็นชอบร่วมกันแล้ว อันนี้มองในเชิงเนื้องาน แต่ในส่วนของงบประมาณซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ในอดีตสภาการศึกษาเขียนแผนการศึกษาแห่งชาติโดยไม่ยึดโดยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ในขณะที่สำนักงบประมาณเวลาจัดงบประมาณเขาจะดูสภาพัฒน์เห็นหลักว่าทิศทางประเทศจะเป็นอย่างไร จะเป็นประเทศอุตสาหกรรม

จะเป็นประเทศที่ส่งเสริมเเรื่องเกษตรกรรม การท่องเที่ยว การกีฬาอะไรพวกนี้นะครับเราจะต้อง ดูความเชื่อมโยงของสภาพัฒน์และก็ต้องเสนอแผนให้รัฐมนตรีได้อนุมัติ เสนอไปที่สภาพัฒน์ให้รับทราบ ให้สำนักงาบได้มีส่วนร่วมคิดร่วมทำตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นเวลาเราทำเสร็จเวลาจัดงบประมาณเสร็จเราเสนอไปที่สภาพัฒน์ให้รับทราบ ให้สำนักงบได้มีส่วนร่วมคิดร่วมทำตั้งแต่ต้น

เพราะฉะนั้นเมื่อเราทำเสร็จก็จะให้เวลาจัดงบประมาณประจำปีสำนักงบก็จะจัดให้พวกเราที่วางแผนไว้นะครับ

ตรงนี้เมื่อเรามีตัวงานพร้อมมีคนที่เป็นหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมที่จะทำมีงบประมาณพร้อมเราก็พร้อมที่จะเป็นยักศ์ที่มีกระบอง โดยชัดเจนนะครับ ส่วนเรื่องการติดตามประเมินผลให้รัฐมนตรีกำกับดูแลอันนั้น ก็จะต้องให้มีการผลักดันต่อไป”

ก่อนหน้านี้สภาการศึกษาย้อนไป 10 กว่า ดร.รุ่ง บริหารดูจะมีบทบาทชี้นำอะไร ๆอย่างเช่น รวบรวมควานเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านให้เอป็นองค์ความรู้มา ท่านเลขาฯอยากย้อนไปสู่ความรุ่งเรื่องตรงนั้นไหม

“ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ต้องพื้นฟูและนำกลับมาอีกนะครับ...จริง ๆ เวลาที่ผ่านมาก็ไม่มีมีอะไรที่เป็นเรื่องเสียหาย เพียงแต่ว่าเป็นช่วงที่เปลี่ยนผ่านระบบนะครับ
ช่วงของ ดร.รุ่ง (แก้วแดง) ถือว่าเป็นช่วงรุ่งโรจน์มาก เพราะว่าช่วงนั้นเรามีการเตรียมการปฏิรูปการศึกษามีการทำวิจัย 40 กว่าเรื่อง แล้วการวิจัยนั้นนำมาสู่การกำหนด พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่
ถ้าเราย้อนไปอีกก่อน ดร.รุ่ง ก็มียุครุ่งเรืองอย่างน้อย 2 ยุค
ยุคแรกก็คือยุคที่มีการตั้งสภาการศึกษาใหม่ ๆ สมัยที่อุดมศึกษาไม่มีสภาการศึกษาก็ดูแลเรื่องของมหาวิทยาลัย ผ่านก็เป็นช่วงที่เราทำสภาการศึกษาเป็นคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติขึ้นมาที่จะดูแลการศึกษาของประเทศในช่วงพัฒนายุคท่านจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถอม ยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา

พอถึงช่วง ดร.รุ่งเมื่อได้มีการทำ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้มีการวางยุทธิ์ศาสตร์ไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาเครือข่ายเข้ามาทำงาน ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกิดขึ้นในยุคนี้ เครือข่ายนักวิจัย เครือข่ายคลังสมองให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ

…แต่ในช่วง 10 ที่ผ่านมาดูเหมือนจะซบเซาหรือแผ่วลงประเด็นเกิดจากเราโยกอำนาจการจัดการศึกษาหรือโยงทิศทางการกำหนดนโยบายไปดูที่กระทรวงศึกษาธิการเต็มตัว ซึ่งช่วงนั้น 5 องค์กรหลักเกิดขึ้นส่งผลให้องค์กรมีแผนของตัวเองมีการกำหนดเป้าหมายกำหนดยุทธศาสตร์ของตัวเอง สภาการศึกษาดูเหมือนบทบาทจะลดน้อยลง แต่ว่าในช่วงนี้ถ้าเราย้อนกลับไปเราจะพบว่าแม้นจะมีความก้าวหน้าในการทำงานขององค์กรหลักต่าง ๆ แต่การบูรณาการไม่เกิดขึ้นการยึดโยงวิธีการทำงานหรือเป้าหมายที่ออกมานี่ไม่ได้ตามที่เราหวัง...

คือพื้นฐานก็ทำดี พอส่งต่อให้อาชีวศึกษา อาชีวะก็ทำดี ส่งให้อุดมศึกษาก็ทำดีแต่แต่วันมันไม่ตอบปัญหาองค์รวม ก็ดีเป็นส่วน ๆ ไป
เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ถ้าเราจะเอายุทธาสตร์เหมือนกับที่ทางสมัย ดร.รุ่งทำไว้นี่ มาใช้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ผมอยากเรียนว่า เราต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดว่าเราต้องการเด็กที่มีคุณลักษณะอย่างไร
อันนั้ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดหลังจากนั้น เมื่อเรารู้เป้าหมายคุณลักษณะของเด็โจะเป็นอย่างไรนี่ หน่วยงานต่าง ๆ จะต้องปรับตัวเอง พัฒนาครูตัวเอง พัฒนาสถานศึกษา พัฒนาการเรียนการสอนเพื่อให้ตอบโจทย์อันนั้น แต่ที่สำคัญที่สุดนะครับ ก็คือเมื่อการศึกษาไม่ใช่หน้าที่กระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียวสังคมชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้รู้ต่าง ๆ จะต้องมีส่วนร่วมในการจัดการด้วยการดึงคนเหล่านี้มาร่วมงานก็เท่ากับเราได้ดึงสรรพกำลังของประเทศเข้ามามีส่วนในการพัฒนาการศึกษา เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะทำให้เกิดขึ้นแล้วก็เชื่อมั่นว่าถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ให้ประสบความสำเร็จพลกำลังหรือทรัพยากรทางการศึกษาจะถูกระดมมา

…ทรัพยากรไม่ใช่แค่เงินอย่างเดียวนะครับ หมายถึงความรู้หมายถึงคน หมายถงสิ่งของด้วยนี่ ก็จะถูกระดมเข้ามาแล้วการศึกษาก็จะได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้”

คุณลักษณะการศึกษาของเด็กไทยที่ท่านเลขาฯกล่าวไว้เมื่อสักครู่ความเห็นส่วนตัวท่านมองว่าคุณลักษณะด้านใดที่เด็กไทยยังขาดอยู่

ถ้าเราจะพูดเป็นเรื่อง ๆ ก็จะบอกว่าเราอาจจะด้อยเรื่องภาษา เรื่องของกระบวนการคิด เรื่องของความมีวินัย แล้วก็เรื่องของเทคโโลยีเด็กไทยใช้เทคโนโลยีเก่ง แต่ว่าเด็กไทยไม่ค่อยรู้จักวิเคราะห์แยกแยะ แต่ถ้าผมจะให้ศัพท์คำเดียวนะครับถ้าเรามีความรู้ในการใช้ชีวิตในศตรรษที่ 21 นี่ด้อยกว่าคนอื่น ซึ่งอันนี้เป็นผลการวิจัยของ OECD เราได้วิจัยร่วมกัน

คือคนไทยเก่งนะครับคือพัฒนาไป แต่ไม่พัฒนาจนสุดความสามารถ สุดฝีมือ ถ้าเต็ม 100 เราก็ได้ 70-80 เราไม่เคยถึง 100

การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เรามี 6-7 เรื่องนะครับ แต่ว่าผมยกตัวอย่างแค่บางประเด็นเช่น เรื่องภาษานี่ต้องเก่งเด็กจะต้องทำงานเป็นทีมได้ เด็กจะต้องมีวินัย เด็กจะต้องมีลักษณะของการคิดวิเคราะห์ เด็กจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์มีนวัตกรรมซึ่งเรื่องพวกนี้คนไทยไม่ได้อ่อนหรือด้อยนะครับ
แต่เราเก่งไม่ถึงที่สุด ภาษาเด็ก ๆ จะบอกว่าไม่สุด ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเอาทั้งหมดนี้มาวิเคราะห์ชัด ๆ วินัยเราด้อยกว่าชาวบ้าน จะเห็นว่าคนอื่นก้าวหน้าเติบโตเพราะเขามีวินัย เราด้อยเรื่องภาษา
…คนไทยไม่ค่อยชอบการเรียนรู้ พอด้อยเรื่องภาษาเราก็หนักไปอีกคือเราไม่ชอบการแสดงออก เราไม่มีความเป็นผู้นำ และไม่รู้จักคิดวิเคราะห์ เราทำงานเป็นทีมไม่เป็นแต่สิ่งเหล่านี้เรากำหนดทิศทางใหม่ ใน 2 เรื่องด้วยกันซึ่งผมคิดว่าเป็นภาพรูปธรรมมาก

ประการแรกกำลังจะมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทยฉบับที่กำลังจะเกิดขึ้น
ประการที่สองจะกำหนดไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ ปี 2560 ซึ่งจะให้ไป 15 ปี

ในส่วนของรัฐธรรมนูญท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ บอกว่ามีประเด็นการศึกษาอยู่ 2 ประเด็น คือ ประเด็นการบริหารจัดการประเด็นเรียนฟรีอะไรบอกนี้ แต่ประเด็นที่เป็นจุดมุ่งหมายของการศึกษาจะบอกไว้เลยว่าการจัดการศึกษาจะต้องให้เด็กไทยหรือคนไทยเป็นคนดีมีวินัย สามารถเรียนรู้ได้ตามความถนัดของตนเอง แล้วก็มีชีวิตในสังคมอย่ามีความสุข

...ทิศทางอันนี้เรากำลังจะเอามากำหนดในแผนการศึกษาแห่งชาติ ถ้าเราจะสร้างคนแบบนี้เราจะต้องมหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างไร แล้วหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องทำอย่างไรให้พัฒนาคนไปถึงเป้าหมายนี้ให้ได้ อันนี้ผมก็คิดว่าเป็นแนวทางที่ชัดมากและเราจะเดินไปตามแนวนี้

ปัญหาก็คือว่ากว่าที่เราจะเป็นผลเป็น 12 ปี 15 ปี  เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องตัดตอนตามช่วงชั้น เพื่อให้เห็นผลสำเร็จเป็นช่วงๆ ก็จะเป็น QuickWin เป็นกำลังใจในการขับเคลื่อนต่อไป”

ข้อมูลจาก :วารสารการศึกษาต้องมาก่อน ฉบับที่  1 ปีที่ 9
http://www.4dbook.com/index.php?route=product/product&product_id=13046