วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

ยินดีกับตำแหน่งทางวิชาการที่ ก.พ.อ. อนุมัติ

ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ครั้งที่ 9/2558 เมื่อวันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558 ซึ่งมีนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม ได้รับทราบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น คือ 

ศาสตราจารย์วรพงษ์ มนัสเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่ง
ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง ในสาขาวิชาตจวิทยา (โรคผิวหนัง) มหาวิทยาลัยมหิดล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 60 ราย  รองศาสตราจารย์ 29 ราย  ศาสตราจารย์ 13 ราย  ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง 1 ราย การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น

แยกเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเดิม 33 ราย มหาวิทยาลัยราชภัฏ 14 ราย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 13 ราย และรองศาสตราจารย์ จำนวน 29 ราย แยกเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเดิม 25 ราย มหาวิทยาลัยราชภัฏ 2 ราย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 2 ราย ดังนี้

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
1.  น.ส.ธิดาสิริ ภัทรากาญจน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / สถาปัตยกรรม
2.  น.ส.ปาหนัน เริงสำราญ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จุลชีววิทยา
3.  นายไพรัช ตั้งพระประเสริฐ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเครื่องกล
4.  นางทรรศนีย์ พฤกษาสิทธิ์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
5.  นส.ชัญญาพันธ์ วิรุฬห์ศรี  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเครื่องกล
6.  ผศ.ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์  รองศาสตราจารย์ / ดุริยางคศิลป์
7.  ผศ.ปฏิภาณ ปัญญาพลกุล  รองศาสตราจารย์ / วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
8.  ผศ.ณัฐพร พานโพธิ์ทอง รองศาสตราจารย์ / ภาษาไทย
9.  ผศ.พรชนก คัมภีรยส คูเวนเบิร์ค  รองศาสตราจารย์ / เศรษฐศาสตร์
10. ผศ.อาภาณี เหลืองนฤมิตชัย  รองศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีปิโตรเคมี
11. ผศ.ศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์  รองศาสตราจารย์ / วิศวกรรมโยธา
12. ผศ.อังคีร์ ศรีภคากร  รองศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเครื่องกล
13. ผศ.ฐิติวดี ชัยวัฒน์  รองศาสตราจารย์ / การประกันภัย
14. ผศ.วิบูลย์ลักษณ์ พึ่งรัศมี  รองศาสตราจารย์ / วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
15. นายอภิชาต ตะลุณเพธย์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เศรษฐศาสตร์เกษตร
16. น.ส.วรรณี อึ้งสิทธิพูนพร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ศึกษาศาสตร์
17. นางอำไพ ทองธีรภาพ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / สถิติ
18. ผศ.เสาวลักษณ์ กู้เจริญประสิทธิ์  รองศาสตราจารย์ / เศรษฐศาสตร์

 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
19. นายอนุชา แสงรุ่ง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมไฟฟ้า
20. น.ส.ขนิษฐา หมู่โสภิญ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีชีวภาพ
21. นางลัฆวี ปิยะบัณฑิตกุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / การพยาบาล
22. นายพีรพงศ์ กุประดิษฐ์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ทันตกรรมหัตถการ
23. นส.รัตนภรณ์ ลีสิงห์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จุลชีววิทยา
24. นส.ปิยะดา ส่งเสริมสกุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / พิษวิทยา
25. ผศ.สุวรรณี วิษณุโยธิน  รองศาสตราจารย์ / กุมารเวชศาสตร์
26. ผศ.วัณทนา ศิริธราธิวัตร  รองศาสตราจารย์ / กายภาพบำบัด

 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
27. นายสุชาติ หินมะลิ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ภาษาอังกฤษ
28. ผศ.อาทิตย์ พวงมะลิ  รองศาสตราจารย์ / กายภาพบำบัด

 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
29. นางสุวรรณา โควะวินทวีวัฒน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เทคนิคการแพทย์

 มหาวิทยาลัยนเรศวร
30. น.ส.ชื่นจิตร กองแก้ว  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เภสัชศาสตร์
31. น.ส.สมลักษณ์ วรรณฤมล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมอุสาหการ
32. น.ส.ละออ ชมพักตร์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / พยาธิวิทยากายวิภาค

 มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
33. นส.มุสลินท์ โต๊ะกานิ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / การพยาบาล

 มหาวิทยาลัยบูรพา
34. นางอัครา ธรรมมาสถิตย์กุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ

 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
35. น.ส.รักฤดี สารธิมา  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ชีวเคมี
36. นางวนิดา ไทรชมภู  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เภสัชศาสตร์
37. ผศ.อาณัติ จันทร์ถิระติกุล  รองศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีการผลิตสัตว์

 มหาวิทยาลัยมหิดล
38. น.ส.ทิพนาถ วิชญาณรัตน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ทันตกรรมชุมชน
39. น.ส.สายพิณ เมืองแมน  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิสัญญีวิทยา
40. นายนาวิน ห่อทองคำ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จุลชีววิทยา
41. ผศ.อุษาวดี อัศดรวิเศษ  รองศาสตราจารย์ / พยาบาลศาสตร์
42. ผศ.กุลภา ศรีสวัสดิ์  รองศาสตราจารย์ / เวชศาสตร์ฟื้นฟู
43. ผศ.พูนพิลาส หงษ์มณี  รองศาสตราจารย์ / พยาธิวิทยา
44. ผศ.ธีรพงษ์ กระแจะจันทร์  รองศาสตราจารย์โดยวิธีพิเศษ / พยาธิวิทยาคลินิก

 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
45. นายประชา บุณยวานิชกุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเครื่องกล
46. ผศ.ธาวุฒิ ปลื้มสำราญ  รองศาสตราจารย์ / พลศึกษา
47. ผศ.วีณา เสียงเพราะ  รองศาสตราจารย์ / เคมี
48. ผศ.พัชรินทร์ แสงจารึก  รองศาสตราจารย์ / พยาธิวิทยา

 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
49. นายประสพชัย วิริยะศรีสุวัฒนา  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ฟิสิกส์

 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
50. นางสุพัชรินทร์ พิวัฒน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ทันตแพทย์ศาสตร์
51. นางวิลาวัณย์ ทองเรือง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เภสัชศาสตร์
52. ผศ.เจษฎี แก้วศรีจันทร์  รองศาสตราจารย์ / เภสัชศาสตร์
53. ผศ.วรัญญู ศรีเดช  รองศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีวัสดุภัณฑ์

 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
54. น.ส.ปรียาภรณ์ เจริญบุตร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
55. นายสำเริง ชื่นรังสิกุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / คณิตศาสตร์

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
56. น.ส.มนฤดี ผ่องอักษร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เคมี
57. ผศ.โกวิทย์ ปิยะมังคลา  รองศาสตราจารย์ / เคมี
58. ผศ.อนุรักษ์ ปิติรักษ์สกุล  รองศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเคมี

 สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
59. นายชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมไฟฟ้า
60. นางณาวดี ศรีศิริวัฒน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเคมี

 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
61. นางปิยพร ศรีสม  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เคมี
62. ผศ.เพ็ญพิศุทธิ์ ใจสนิท  รองศาสตราจารย์ / จิตวิทยา

 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
63. นายณัฐชัย พงษ์พานิช  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / บริหารธุรกิจ

 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
64. นางจันทร์เพ็ญ แสงอรุณ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จิตวิทยา
65. นางศศิธร สังข์ประสิทธิ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จิตวิทยา
66. นายประกอบ ใจมั่น  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / การจัดการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา

 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
67. นายธงรบ ขุนสงคราม  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ดนตรี
68. ผศ.อาลัย จันทร์พาณิชย์  รองศาสตราจารย์ / ภูมิศาสตร์

 มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
69. น.ส.บุษบาวดี พุทธานุ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เคมี
70. ผศ.สังคม พรหมศิริ  รองศาสตราจารย์ / นาฏศิลป์

 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
71. นางเกษรา โพธิ์เย็น  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / การบริหารทรัพยากรมนุษย์
72. น.ส.นภาพร แก้วดวงดี  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ชีววิทยา

 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
73. นางอรนุช จินดาสกุลยนต์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ /เทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิต

 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
74. น.ส.สุนทรีย์ สุรศร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / พืชศาสตร์

 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
75. นายกฤษฎา พิณศรี  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ศิลปกรรม
76. น.ส.ศศิวรรณ พชรพรรณพงษ์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / หลักสูตรและการสอน

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
77. นายจักรี ศรีนนท์ฉัตร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม

78. นายชัยรัตน์ หงษ์ทอง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีอุตสาหการ

79. นางสานิตย์ดา เตียวต๋อย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเกษตร

80. นางสุธีลักษณ์ นิติธรรม แก่นทอง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / การจัดการ

81. นายเกรียงไกร แซมสีม่วง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเกษตร

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

82. ผศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์  รองศาสตราจารย์ / มานุษยวิทยา

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

83. นายพัลลภ วังบอน  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ศิลปะภาพพิมพ์

84. นายฐิติพันธ์ จันทร์หอม  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จิตรกรรม


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

85. ผศ.เกชา คูหา  รองศาสตราจารย์ / สัตวศาสตร์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

86. นางพรโพยม วรเชฐวราวัตร์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเครื่องนุ่งห่ม

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

87. น.ส.พิมพ์พรรณ อำพันธ์ทอง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / สถิติ


 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

88. นายวสันต์ ศรีเมือง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวรกรรมเครื่องกล

89. นางยุพาภรณ์ พิริยศิลป์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ ที่ประชุมให้ความเห็นชอบให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งศาสตราจารย์ จำนวน 13 ราย จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 1 ราย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3 ราย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 ราย, มหาวิทยาลัยมหิดล 2 ราย, มหาวิทยาลัยขอนแก่น 3 ราย, มหาวิทยาลัยรามคำแหง 1 ราย

และได้อนุมัติกำหนดตำแหน่ง ศาสตราจารย์วรพงษ์ มนัสเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่ง
ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง ในสาขาวิชาตจวิทยา (โรคผิวหนัง) มหาวิทยาลัยมหิดล

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

สระยายโสมวิทยา ...ธรรมสะท้อนแสงแห่งท้องทุ่งสุพรรณ

วิชญะ  คุรุพิทักษ์ : เรื่อง / Fadhill Creative Studio  : ภาพ


เสียงสวดสรภัญญะบูชาพระรัตนตรัยในพระพุทธศาสนาดังมาแต่ไกล เมื่อมองผ่านรั้วโรงเรียนเข้า พบคณะครูโรงเรียน นักเรียนนั่งเรียบร้อย เสื้อขาวสำหรับใส่วันพระใส่มาอย่างพร้อมเพรียง

เสื้อสีขาวตัดพื้นหญ้าสีเขียวเย็นตา ...ผสานแสงระยับของน้ำค้างกระทบเหลี่ยมของแสงแดดยามเช้า สะท้อนราวเกล็ดแก้ว
คณะผู้เขียนงเราก้าวลงมาได้สัมผัสลมเย็นต้นฤดูหนาว ก่อนจะสืบความเป็นไปของโรงเรียนที่สอนศิษย์ให้สนใจใฝ่ธรรม 

การเดินมาที่นี่ใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ ด้วยระยะประมาณ 100 กิโลเมตร  ก็มาถึง โรงเรียนสระยายโสมวิทยา อำเภออู่ทอง  จังหวัดสุพรรณบุรี

เกียรติคุณของ “โรงเรียนสระยายโสมวิทยา” ที่นี่คือเป็นโรงเรียน 1 ใน 27 โรงเรียนทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน รุ่นที่ 1 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ส่งเสริมการสอนตามแนววิถีพุทธมาร่วม 30 ปี

บุคคลในท้องถิ่นและเป็นครูมาร่วม 40 ปี อย่าง ครูรักดี สามงามน้อย ครูชำนาญการพิเศษ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ดูจะเป็นครูที่ย้อนปูมหลังของความสำเร็จในวันนี้ได้ดี

 ดร.ศรายุทธ  รัตนปัญญา ผู้อำนวยการโรงเรียนสระยายโสมวิทยา 
“...เราสอนคุณธรรมจริยธรรมเมื่อปี 2530 กว่า ๆ ในปีนั้นเราเริ่มเข้าค่ายพุทธบุตรเป็นค่ายเล็ก ๆ ซึ่งไม่ได้ลงทุน ก็ขอเรียนผู้ปกครองนำไข่คนละ 2 ใบ เราก็ดำเนินการ ขณะนั้น สพฐ. ยังไม่ได้ดำเนินการวิถีพุทธเลย แล้วเราก็ดำเนินจากปีนั้นจนถึงปีนี้ เป็นการเข้าค่ายพุทธธรรมที่ส่งเสริมจริยธรรมของเด็กอย่างยั่งยืน”

นั่นก็แสดงถึงความเอาใจใส่ของครูที่มีต่อศิษย์ ในโรงเรียนจนเมื่อมีเกณฑ์รางวัลต่างเข้ามาก็สามารถนำไปปรับได้อย่างกลมกลืน

“...คิดว่า เรามาจากความยั่งยืนที่เราสะสมมาเรื่อย ๆ เราใช้ระยะเวลาบ่มเพาะเด็กให้เป็นต้นกล้าที่แข็งแรง แล้วก็ให้ร่วมเงากับสังคมได้ แบบต่อเนื่องไม่ทิ้งช่วงจากรุ่นหนึ่ง สู่รุ่นหนึ่ง โดยที่เราไม่เคยละเลยเราดูแลยังใกล้ชิด น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราได้รับรางวัลโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน”

ด้าน ดร.ศรายุทธ  รัตนปัญญา ผู้อำนวยการโรงเรียนสระยายโสมวิทยา ฐานะผู้บริหาร มองภาพย้อนอดีตดูยกความดีให้แก่ผู้บริหาร และคณะครูอาจารย์

“โรงเรียนนี้ ถือเป็นเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำตำบล ขนาดกลาง สังกัด สพม.เขต 9  เป็นโรงเรียนประจำตำบลอู่ทอง 
...บริบทของโรงเรียนสระยายโสมวิทยา ที่ผ่านมา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ในการพัฒนาโรงเรียนส่วนใหญ่แล้วจุดเน้นของโรงเรียนอยู่ที่คุณธรรมจริยธรรม เพราะเท่าที่ผ่านมาโรงเรียนได้ประกวดรางวัล ที่เป็นรางวัลคุณธรรมจริยธรรมโดยเฉพาะเรื่องของพระพุทธศาสนาได้รางวลเสาเสมานะครับ ถึง 4 เสาด้วยกัน โดยได้รับจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของโรงเรียน 
และเท่าที่ผ่านมาผู้บริหารการศึกษาหลาย ๆ ท่านนี่ ได้ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมเป็นอย่างดี 
การส่งผลงานเพื่อเสนอชื่อเข้าประกวดโรงเรียนวิถีพุทธ ไม่ยากเพราะที่นี่มีต้นทุนที่ดี ตัวผู้เรียนเอง คุณครูเขาสอนเรื่องคุณคุณธรรมจริยธรรมอยู่แล้วเรื่องของโรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งโรงเรียนพัฒนามาแล้วเกือบ 15 ปี" 

โรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน รางวัลที่ได้มา แม้จะมีทุนเดิมอยู่แล้วแต่การนำหลักบริหารมาจัด ผู้อำนวยโรงเรียนท่านนี้ก็มีส่วน
“โรงเรียนก้าวจากโรงเรียนวิถีพุทธเป็นโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ แล้วก็นำเข้าสู่โรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน ซึ่งปีนี้เป็นปีแรก โรงเรียนเราก็เลยส่งเข้าประกวด เราก็มาศึกษาเรื่องของตัวชี้วัด แล้วมาพัฒนาเป็นโมเดล ซึ่งมีรูปแบบของการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน โดยสร้างจากกิจกรรมการเรียนรู้ของคุณครูแล้วก็นักเรียน ออกแบบกิจกรรมแล้วส่งเข้าประเมิน โดยวิธีการคือเราออกแบบเป็นรูปเล่ม แล้วมาพัฒนาเป็นกิจกรรม input / process / output นำเสนอให้กับคณะกรรมการประเมิน ให้คณะกรรมการประเมินวิถีพุทธในรอบแรก...”

หลักไตรสิกชาบูรณาการร่วมเศรษฐกิจพอเพียง

หลักคุณธรรมทางพุทธศาสนาที่นำมาใช้ที่นี่ ก็แนวนโยบายที่เขาบริหารจัดการ
"ผมได้บริหาร จัดการ คือ ทำอย่างไรที่จะสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนี่ พร้อมกับการกระบวนการเรียนรู้ที่ยังไม่มีคุณภาพให้เด็ก ๆ ของเรา ซึ่งเราได้วางแผนดำเนินการ พัฒนาเป็นโมเดล การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ของนักเรียนมีทั้งหมด 32 กิจกรรรม 
ส่วนที่ผมได้เติมเต็มขึ้นมาคือ เราได้บูรณาการในหลักของพระองค์ท่านคือ หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข  บูรณาการกับหลักไตรสิกขาเข้ามาเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างเรื่องของคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักของไตรสิกขา ศีล  สมาธิ  ปัญญา 
เราบูรณาการ หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกัน ผานกิจกรรมหลาย ๆ กิจกรรมให้กับนักเรียนของเรา"
หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ  3 ห่วง คือทางสายกลาง ประกอบไปด้วย ดังนี้
ห่วงที่ 1 คือ พอประมาณ หมายถึง พอประมาณในทุกอย่าง ความพอดีไม่มากหรือว่าน้อยจนเกินไปโดยต้องไม่เบียดเบียนตนเอง หรือผู้อื่นให้เดือดร้อน  ห่วงที่ 2 คือ มีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ  ห่วงที่ 3 คือ มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
ส่วน 2 เงื่อนไข ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่  เงื่อนไขที่ 1 เงื่อนไขความรู้ คือ มีความรอบรู้เกี่ยวกับ วิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการ วางแผน และความระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ คุณธรรมประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต  เงื่อนไขที่ 2 เงื่อนไขคุณธรรม คือ มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต”
ผู้บริหารท่านกล่าวพร้อมย้ำแนวทางการทำงานให้สำเร็จ
“แนวทางในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างให้เป็นโรงเรียนพระราชทานสิ่งสำคัญที่สุดคือ การพัฒนาโรงเรียนให้เกิดความยั่งยืน โดยเฉพาะอาจจะเกิดจากจุดเล็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวบุคคลากรคือคุณครูของเรา ต้องให้ท่านยอมรับให้ได้ว่าการใช้หลักธรรมมะหลักสามห่วง 2 เงื่อนไข หลักเศรษฐกิจพอเพียง หลักไตรสกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ตัวคุณครูเอง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นตัวเอง่าให้เด็ก
ส่วนที่ 2 คือการปลูกฝังให้เด็กนักเรียน พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เริ่มจากจุดเล็ก ๆ พัฒนาขึ้นมา แล้วก็ส่วนที่ 3 คือ แผนการจัดการเรียนรู้ต่าง ๆ หรือวิชาที่สอนควรสอดแทรกเรื่องจริยธรรม คุณธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพข่าว หรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันมายกตัวอย่างห้เด็กดูว่า เราจะมีสมาธิมีภูมิคุ้มกันที่ดีอย่างไรในการที่จะดพัฒนาตัวเอง ให้มีทักษะชีวิตที่จะก้าวไกล ก้าวไปสู่ผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตได้ เพราะฉะนันโณงเรียนวิถีพุทธพยายามจะพัฒนา”
ฝากคุณครูทุกท่านเลยว่าเราควรพัฒนาบุคคล ผู้เรียน และชุมชน โครงการบวรบ้านโครงการบวร บ้านวัดโรงเรียน จะเป็นพื้นฐานของโครงการโรงเรียนโรงเรีบนวิถีพุทธ”

คุณลักษณะนักเรียนเด็กโรงเรียนวิถีพุทธ

...จะอย่างไรก็ตามคุณลักษณะของนักเรียนที่จบการศึกษาจากที่นี่ไปแล้วเป็นอย่างไรย่อม ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวมมากกว่า
ครูรักดี สามงามน้อย
ครูฝ่ายปกครอง และสอนภาษาไทยอย่าง ครูรักดี สามงามน้อย มั่นใจกับผลิตผลจากที่นี่
“...นักเรียนโรงเรียนสระยายโสมวิทยา จะเป็นเด็กที่ไม่ก้าวร้าว เป็นเด็กที่รู้จัก รู้คิด รู้ทำ บางเรื่องก็อาจจะประพฤติไปตามกระแสบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เราปลูกฝังเอาไว้จะทำให้เขาคิดได้  แล้ววันหนึ่งที่สิ่งเราทำอยู่ทุกวันนี้ ที่เราสะสมไว้ที่นี่ กับเด็กที่เราเรียน 3 ปี 6 ปี ที่นี่เขาจะเป็นเด็กที่ไม่เป็นปัญหาสังคม
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่จะเกี่ยวข้องกับเด็กค่อนข้างมาก แล้วเด็กที่เราดูแลจะบอกว่าอยู่ภาวะพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจารย์บางท่านส่ายหน้า เราก็จะเอาเขามาดูแลของตัวเองและจะดูแลเขาไปจนจบหลักสูตรก็คือ 3 ปี เช่น เป็นที่ปรึกษาเขา ม. 4 ก็จะดูแล 4-5-6  แต่จะดูห้องที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงแล้วก็จะดูแลเขาด้วยใจ เราเลี้ยงเขาด้วยความเข้าใจ พูดเขาด้วยเหตุและผล ต้องใช้ศิลปะในการดูแลอย่างมากทั้งศิลป์และศาสตร์ ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ทุกรูปแบบค่ะ 
ท้ายที่สุดก็จะได้หัวใจของเขา
ถือว่าโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่ยั่งยืน เราไม่ได้เป็นคนเดียว เราไม่ได้เป็นทีมเดียว แต่เราเป็นทั้งโรงเรียน”
ทั้งนี้คณาจารย์เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ ด้วยวัฒนธรรมองค์กร “ระบบพี่ ระบบน้อง”
“...ที่นี่มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งว่าเรามีระบบพี่ ระบบน้อง ครูของเราไม่เคยเป็นกลุ่มก้อน ครูของเราไม่เคยแตกแยกแยกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เราจะเป็นพลังกลุ่มเดียว แล้ววัฒนธรรมของเราก็คือว่าน้อย ต้องเคารพพี่  ฟังพี่ในการที่จะชี้แนะ ให้คำแนะนำถ้ามีปัญหาอะไรเราคุยกัน เราไม่เคยใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา สิ่งเหล่านี้จะเป็นต้นแบบที่ให้นักเรียนเห็น แล้วนัดเรียนก็ไปปฏิบัติตาม เรามีเหตุทะเลาะวิวาทน้อยมาก ๆ เลย ในโรงเรียนของเรา”
สำหรับผู้บริหารแม้จะเพิ่มรับตำแหน่งได้ปีกว่าก็ภูมิใจกับนักเรียนที่เป็นผลิตผลจากที่นี่
“อัตตลักษณ์ของเด็กที่นี่ คิดว่าเป็นไปตามที่เราพึงปรารถนา โดยเฉพาะเรื่องคุณคุณธรรมจริยธรรมเท่าที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเด็กของเรามีความรับผิดชอบสูงมาก ทุกเช้าจะเห็นว่าเด็กจะมารับผิดชอบโซนพื้นที่ทำความสะอาด เรื่องของการเข้าแถว เคารพธงชาติเรื่องเข้าแถวมีวินัยนี่ถือว่า มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
...อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่จะนำองค์ความรู้ต่าง ๆ ของตัวเองที่ได้จากการเรียนรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะทักษะชีวิต โรงเรียนเราส่งเสริมในด้านนี้มากที่สุด”
คณะของเราเดินทางกลับพร้อม ๆ กับน้อง ๆ นักเรียนเข้าห้องเรียนเสียงครูประจำรายวิชาดังขึ้น เสียงค่อย ๆ เบาลงเมื่อรถเคลื่อนออกจากรั้วโรงเรียน แต่ได้เหลือบเห็นสารความยินดีของท่านพระครูสุวรรณพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดสระยายโสม ในวารสารใต้ร่มราชพฤกษ์ วารสารประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนฯ
“…ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการเอาชนะความชั่วด้วยความดี ชนะความโลภด้วยการให้ ชนะความเกลียดด้วยความรักชนะความคดโกงด้วยความเที่ยงตรง ...ผู้ที่สำเร็จดังกล่าวจะพบความสุขที่ถาวร”
และที่ยังตรึงใจไม่รู้ลืม ณ แสงธรรมแห่งที่ราบลุ่มสุพรรณ.

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

ICT กับครูไทย ในทัศนะ : ดร.สุวิทย์ บึงบัว หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริม สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา สพฐ.

เรื่อง : นช.๐๐๗  Fadhill Creative Studio  : ภาพ


ถ้าจะหาบุคคลในแวดวงการศึกษาที่มาสรุปคุณประโยชน์จาก ICT หรือความไร้ประโยชน์จาก ICT ในการใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอน  ...คิดว่าน้อยคนที่จะกล้าสรุปความเห็นและชี้แนะข้อแนะนำ อาจจะด้วยประสบการณ์น้อย ข้อมูลไม่เพียงพอ หรือไม่เข้าใจในภาพกว้างในการใช้ ICT เพื่อการเรียนการสอน
ICT (Information Communication Technology) ในความหมาย  ก็คือการติดต่อสื่อสารที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารโดยใช้เทคโนโลยี I (Information) หมายถึง ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ต่างๆ ที่บันทึกเป็นระบบเพื่อนำมาใช้งาน C (Communication) หมายถึง การติดต่อสื่อสาร T (Technology) หมายถึง คอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม
...ความหมายกว้างขวาง แต่สำหรับ ดร.สุวิทย์  บึงบัว หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริม สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สรุปความเป็นมาเป็นไปของ ICT ที่มีต่อการศึกษาไทยด้วยความมั่นใจและยินดีจะสนทนา เพื่อเป็น TEACHER  IN  SPOTLIGHT ประจำฉบับนี้

จุดเริ่มต้นการใช้การเรียนการสอน หรือ ICT ในชั้นเรียนของไทยเริ่มต้นอย่างไร  
“ซึ่งถ้าพูดถึงคอมพิวเตอร์  นี่ถ้านับลงไปช่วง 2540 สมัยคอมพิวเตอร์เข้ามาใน สพฐ.ใหม่ ๆ สมัยนั้นช่วงรัฐมนตรีสุขวิช  รังสิตพล ที่มีนโยบายให้คอมพิวเตอร์กับโรงเรียนทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ก็ประสบปัญหาว่ามีบุคคลากรไม่เพียงพอ เพราะมันเป็นความอยากสำหรับครูในยุคนั้น”

งานรับผิดชอบของอาจารย์ ขณะนี้มีกรอบด้านไหนบ้าง
“...ดูแลบุคคลากรด้าน ICT คือถ้ามีงาน ICT ต่าง ๆ หรือจะทำการเรียนการสอน จะบูรณาการ การเรียนการสอนอย่างไร เราก็ต้องเตรียมการสอนนั้น ทุกเรื่องที่เป็น ICT แล้วก็จะรับผิดชอบเฉพาะ สพฐ.
...ก็จะมีทีมงานที่เป็นศึกษานิเทศน์  ศึกษานิเทศน์ก็คือครูที่มาสอบบรรจุเป็นศึกษานิเทศน์ ก็คือเป็นครูของครู คนกลุ่มนี้จะคนที่รับหลักการความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นจากหน่วยงานที่ทางเรารับผิดชอบอยู่ เราก็เป็นผู้บริหารจัดการ ถ้าเป็นเรื่องที่เรารู้เราชำนาญเราก็จะเทรนให้ศึกษานิเทศน์กลุ่มนนี้แล้วกลุ่มนี้ก็ไปถ่ายทอดถึงครู
แต่ถ้าเป็นเรื่องใหม่เราไม่รู้ เราก็ต้องเชิญคนที่รู้จริงมาให้ความรู้กับศึกษานิเทศน์ของเรา ถ่ายทอดถึงครูเพราะศึกษานิเทศน์เรากระจายทั่วประเทศเยอะมาก ซึ่ง ศน.เหล่านี้จะเป้นมือเป็นไม้ สพฐ. เราก็จะเป็นตัวกลางเชื่อมประสานต่าง ๆ รับนโยบายจากทาง รัฐบาล รัฐมนตรี จากท่านเลขาฯ ก็สั่งมาทางสำนักเทคโนโลยีการเรียนการสอนก็จะทำงาน”

ยุคนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลง บรรยากาศยุคนั้นเป็นอย่างไรพอจะเล่าให้ฟังได้ไหม
“ผมยังเป็นครูอยู่เลย ...ผมก็ถือว่าเป็นครูรุ่นแรก ๆ ที่ใช้คอมพิวเตอร์ สมัยนั้นวัสดุไม่ดีเหมือนสมัยนี้ ใช้เป็นแป็บ ๆ ก็ซ่อม ผมก็ต้องไหว้วานเพื่อนที่เก่งจบเอกคอมพิวเตอร์มาช่วยซ่อม  เพราะเราจบเอกเทคโนโลยีการศึกษาซ่อมไม่เป็น
พอไหว้วานปุ๊บก็มีหลายเครื่องของโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้ สุดท้ายก็เกรงใจเพื่อนก็หาวิธีซ่อมเองมารื้อมาศึกษา หลาย ๆ เครื่องก็มีทักษะซ่อมได้  เพื่อนครูหลาย ๆ คนก็เป็นแบบนี้ แต่ว่า usre  ทั่ว ๆ ไป ไม่แค่กล้าจับกล้าแตะเพราะว่า Software ยังไม่ได้  เช่น พอคลิ๊กไป เจอ ​Mouse หา icon หาย  ก็ตกใจแล้ว
นั่นคือความยากของการเข้าถึง...แต่สมัยนี้ไปดูเถอะครับคุณป้าคุณยายอายุ 70 - 80  มี line
ทำไม line จึงเป็นที่ยอมรับและฮืฮา เพราะเข้าถึงง่าย บางคนอ่านหนังสือไม่ออก แต่เมื่อมอง icon  ก็สามารถคลิ๊กนั่น คลิ๊กนี่ ก็สามารถใช้งานได้ ถ่ายรูปก็ถ่ายได้
หรือรูปที่ลูกหลานส่งให้ดูก็ดูได้ ไม่ต้องพิมพ์ตัวหนังสืออะไรเลยก็สามารถดูภาพสื่อสารกันได้ นี่คือความง่ายของการเข้าถึง
รวมทั้งลักษณะของ social media ที่เข้าถึงครู ที่ครูและนักเรียนเข้าถึงด้วยกัน ส่งงานผ่านสื่อตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพสบุ๊ค  youtube หรือ อะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในยุคนี้
เพราะฉะนั้น ยุคนี้ครูต้องปรับตัวให้รู้ว่า เด็กนั่งหน้าจออยู่ได้เป็นวัน ๆ สมัยก่อนอาจจะบอกเล่นเกม แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว มีระบบ social  ต่าง ๆ เข้ามา เพราะฉะนั้นการเข้าถึงตรงนี้ครูเข้าถึงได้เยอะมาก และเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งก็จะไม่ใช่เรื่องยากต่อไปแล้ว เสียหายยาก ราคาถูกลง แล้วก็  software ใช้งานง่ายขึ้น นี่คือความแตกต่างจากสมัยก่อน”

เท่าที่สัมผัสมาครูมีจุดอ่อนอะไรในการใช้เทคโนโลยี ICT บ้าง
“จุดอ่อนคือทัศนคติ ถ้าเราแบ่งคนเป็น 4 กลุ่ม ก็จะแยกเป็น
กลุ่มที่ 1 อะไรมาก็แล้วแต่วิ่งชนเลย ลองผิดลองถูก เขาเรียกพวก Innovators
กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่รักเร็วจะดูกว่ากลุ่มแรกใช้ได้จริงหรือเปล่า ถ้ามีอะไรใหม่ ๆ กลุ่มนี้ซื้อมาใช้ก่อน
กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่รู้ว่าเขาใช้โดยทั่วไป เหมือนกัน Smartphone เช่น คุณแม่เรา คุณยายเราเห็นเขาใช้กันทั่วไปแล้ว ที่จะเอามาใช้ แต่ยังมีอีกกลุ่มครับ ทั่วโลกและครับ มีงานวิจัยมาผมว่าน่าจะสัก 100 ปี อะไรมาก็แล้วแต่จะไม่รับ
เพราะฉะนั้นลักษณะของครูนี่ ตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 4 แสนกว่าคน ก็จะมีคนส่วนนี้อยู่กลุ่มหนึ่ง”

นับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ไหมครับ
“โอ้...อันนี้ตอบยาก  ถ้าเผื่อเอาทฤษฎีการยอมรับนวัตกรรมที่ต่างประเทศเขาวิจัยมาประมาณ 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์"

พอมาช่วงหลัง ICT บูมขึ้นฐานะที่เป็นห่วยงานประกวดสื่อนวตกรรมการสอน ครูสนใจส่งประกวดมากไหม
“ก็เป็น App  นี่เยอะ”

ผลงานออกมาพอใจมาก น้อยเพียงใด
“ถ้าเป็นผลงานที่ดีและได้ขั้นมาตรฐานนี่มีไม่เยอะ เพราะว่าถ้าพูดถึงครูเรื่อง elearning  ลักษณะของสื่อมีเดียและหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ครูยังมองไม่ออก ทุกคนคิดว่าเป็นแค่  website ธรรมดา เป็นแค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ธรรมดาก็เป็นสื่อได้
แต่จริง ๆ แล้วในการประกวดนวัตกรรมแต่ละครั้งก็จะมีลักษณะเฉพาะของงาน เช่น เรื่องของเกมส์ ประกวดเรื่อง CAI  ก็มีสเปก ซึ่งเรื่องพวกนนี้บางทีครูเขาไม่วิเคราะห์ เขาก็ส่งมา...
ถามว่าปริมาณเยอะไหม  เยอะครับ แต่คุณภาพจริง ๆ คนที่เข้าใจจริง ๆ มีไม่มากเท่าไหร่  ก็มีปิระมิด คนที่รู้เรื่องจริงจะอยู่ปลายยอด เพราะฉะนั้นถ้าเรามีการประกวดกัน กลุ่มที่ได้รางวัลก็เป็นกลุ่มเดิม ๆ ครั้งนี้อาจจะไม่ได้ ครั้งต่อไปก็ได้ สลับกันอย่างนี้
...จากทำงานตรงนี้ 7-8 ปี เรื่องการประกวด เห็นคนที่เข้ามาอยู่ในวงการ หน้าตาคนที่ได้รางวัลซ้ำ ๆ กันทั้งนั้นแหละครับ จะมีหน้าใหม่บางบ้างประปราย”

บรรยากาศการตื่นตัวการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยรวมระดับประถมกับมัธยม ระดับไหนที่ดูสนใจมากกว่ากัน
“ที่ผมได้สัมผัสผมคิดว่าประถมศึกษา เหตุผลก็คือผมลงไปที่ประถมศึกษาเยอะ แล้วประถมศึกษานี่คล้าย ๆ ว่า คุณครูเขามีคุณลักษณะหลายแบบ เช่น ว่าโรงเรียนขาดแคลนโรงเรียนไม่มีอุปกรณ์เขาก็ต้องขวนขวายหา  รวมทั้งโครงการต่าง ๆ
...จะสังเกตุว่าการไปช่วยโรงเรียนขนาดเล็กโดยเฉพาะเรื่อง ICT  เพราะโรงเรียนขนาดเล็กนี่ ขาดแคลนครู ครูไม่ตรงสาขา ครูเหล่านี้สนใจ
แต่กับครูโรงเรียนขนาดใหญ่ ครูกลุ่มนนี้เขาไม่ค่อยตื่นเต้นกับเรื่อง ICT เท่าไหร่ เนื่องจากเขามีแก่นวิชาการที่เป็น content หลัก เช่น วิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ครูไม่จำเป็นต้องไป กระตือรือร้นต้องไปหาที่อื่น มีภูมิรู้ภูมิปัญญาในตัวอยู่แล้ว อาจจะเป็นสื่อเสริมบ้างให้เขาไปค้นคว้าด้วยตัวเองโดยไปดูในเว็บไซต์ของต่างประเทศอะไรแบบนี้  โดยเฉพาะวิชาหลัก ๆ ครูเขาจะไม่ใช้ ICT   แล้วเขาตัวครูเองเป็นหลัก แล้วจะมีสื่อเสริมบ้าง ในเรื่องที่เขาสนใจ”
ถ้าดูภาพวงกว้าง หนึ่งอาจจะดูปริมาณคุณครูประถมศึกษาเยอะด้วยกระมั่งครับ ทำให้ครูประถมศึกษาตื่นตัวเรื่องพวกนี้มาก  รวมทั้งครูมัธยมบรรจุใหม่รุ่นหลัง ๆ นี่ การใช้ ICT รุ่นหลังๆ นี่เป็นเรื่องธรรมดา ก็เพราะว่าเขาจบมหาวิทยาลัยมา ช่วงที่เราเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ใช้ระบบ  elearning ในการเรียนการสอน ไม่จำเป็นต้องเอกคอมพิวเตอร์ หรือเอกเทคโนโลยีทางการศึกษานะ นักศึกษาเอกประถมศึกษา คณิตศาสตร์ ก็ต้องใช้อีเลิร์นนิ่ง พอเรียนจบมาเขาก็ไม่ตื่นเต้นกับเรื่องพวกนนี้เป็นเรื่องธรรมดา
และที่สำคัญคือวิชาหลัก ๆ พวกนี้ส่วนมากจะไปอยู่โรงเรียนมัธยม วิชาหลัก วิชาเอกคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ กลุ่มเหล่านี้มัธยม แต่กลุ่มประถมจะประปราย ก็จะเน้นเอกประถมศึกษาเป็นหลักที่สอนบูรณาการได้ เพราะฉะนั้นวิชาเอก วิชาลักษณะยังค่อยจะเป็นมากเท่าไหร่”

ถ้าจะยกตัวอย่างพัฒนาการของครูสักคนที่สัมผัสกับ ICT ขอตัวอย่างจากเรื่องแท็บแล็ตที่อาจารย์เคยรับผิดชอบมา นวัตกรรมตัวนี้นำมาใช้ในการสอน ICT มีประโยชน์อย่างไร
“ถ้าจะเกิดกับตัวผมโดยตรงไม่เจอกับครูโดยตรง  นอกจากมีเรื่องเฉพาะ แต่ถ้ากับหน่วยศึกษานิเทศน์ ซึ่งศึกษานิเทศน์กลุ่มนี้จะสัมผัสกับครูโดยตรง  ส่วนฝ่ายฯของผมเมื่อมีนโยบายที่สัมผัสกับครูก็จะเป็นเรื่อง ๆ ไป แต่ถ้าเป็นเรื่อง ICT กับครูที่ไม่รู้ มีพัฒนการอย่างไร ที่มีรู้เรื่องพวกนี้แล้วมีพัฒนาการอันนี้มีครับ ยกตัวอย่างที่ภาคใต้  จังหวัดสงขลา ผมมีทีมงานท่านหนึ่งเป็นศึกษานิเทศน์ชื่อ ศน.จิระ  เรืองคล้าย เป็นศึกษานิเทศน์ที่ประสบการณ์สูงและประสบกับเรื่องที่เจอบ่อย ๆ ครูคุณครูอายุมากแล้วก็ไม่ใช้เทคโนโลยี
ศน.จิระ ช่วงนั้นก็ทำงานร่วมกับเราที่ สพฐ. ช่วงนั้นก็มีเรื่อง  tablet เข้ามา ก็นำtabletให้คุณครูใช้ นะครับที่แรกก็ได้รับการต่อต้าน แต่พอได้มาสัมผัส ได้มาใช้ดูประมาณ ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง ปรากฏว่าคุณครูติดใจเรื่องแทบแล็ตเลย คือมันง่ายแล้วสมัยนั้น  เราก็สื่อที่เป็น learning object  ของ สพฐ.ใส่ คุณครูคนนี้คือไม่เคยเจอสื่อ ก็เหมือนเด็กต่างจังหวัด มาเห็นอะไรก็ตื่นเต้น ครูก็ตื่นเต้นใหญ่แล้วอยู่นิ่ง แต่ตรงนั้นแล้วเป็นครูใกล้เกษียณเหลือปีสองปีก็มามุ่งมาสมาธิเกี่ยวกับการใช้ tablet เกี่ยวกับการใช้สื่อต่าง ๆ
....พอเขารู้ว่าเครื่องมือเครื่องใช้เป็นอย่างไรที่นี้ เทคนิคการสอนคุณครูไปบูรณาการเอง ก็จะมีเทคนิคการสอนว่า tablet จะใช้ช่วงไหน ใช้ช่วงก่อนเรียน ช่วงเวลาระหว่างเรียน หรือหลังเรียน หรือช่วงเวลาว่าง ตรงนี้ครูสามารถ design ได้
เพราะอะไรรู้ไหม... ครูมีทักษะในการควบคุมนักเรียนอยู่แล้ว เราสามารถรู้ว่าเด็กคนนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร เด็กคนนี้ควรใช้เวลาไหน แล้ววิธีการ  control นักเรียนเป็นอย่างไร เพราะครูเหล่านี้ไม่ได้เก่งอย่างเดียวแต่มีเทคนิคดการสอน สอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมได้ด้วย
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมเห็น คือ ที่นครนายกก็มี ศึกษานิเทศน์ชื่อ ศน.สงกรานต์ วีระเจริญกิจ เขาเล่าให้ฟังว่ามีโรงเรียนหนึ่งมีเด็ก LD ประมาณ 10-15 คน คือ ปกติถ้าครูจะสอนก็ต้องสอนรวมกัน ครูก็ไม่รู้ว่าคนไหนเป็น LD ก็จะสอนเด็กไปเรื่อย คนไหนไปไม่ทันคนอื่นก็ต้องไปก่อน  เพราะถ้าเผื่อรอ 10 -15 คนนี้เรียนก็ไม่ทันตามหลักสูตร
ทีนี้พอเขารู้เรื่องเด็กเขาก็ใช้วิธีแยกการสอน ก็คือช่วงที่เด็กไปได้ก็ใช้เทคนิคการสอน เช่น การสอนบรรยา การสอนใช้เกม การทำอภิปรายกลุ่ม การทำงานกลุ่ม
อันนี้ก็เป็นเทคนิคของครู แต่เด็กที่มีปัญหาเรื่องการเรียนเรื่อง LD เขาก็จะเอาไปไว้อีกห้องหนึ่ง แล้วใช้ tablet เหมือนกัน แต่เขามีหลักการจัดการสอน  เขาใช้แบบดีไซด์บอกว่าวันนี้ ชั่วโมงนี้ทำอะไรเพื่อว่าเด็กกลุ่มนี้เรียนอะไรเพื่อให้เรียนเนื้อหาตามเด็กปกติได้  ปรากฎว่าผ่านไปหนึ่งเทอม เขาบอกว่า ถ้าเผื่อเทียบกับเด็กปกติแน่นอน เทียบกับเด็ก LD ไม่ได้อยู่แล้ว ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเด็ก LD จากเดิมที่ไม่ค่อยสนจะเรียน ผลการเรียนต่ำ อ่านหนังสือออก คิดเลขเป็น ทุกอย่างดูดีขึ้นมาหมด
นั่นเพราะอะไรครับ  นั่นคือพัฒนาการมาจากครู ถามว่าครูสอนเด็ก LD มากี่ปีแล้ว สอนมา 10 สิบ ปี แต่ไม่รู้ไง ก็เอา ICT มาใช้  พอรู้ว่ามีอย่างนี้ด้วยเหรอ ครูบอกน่าจะมีต้องนานแล้ว
...ไม่ใช่เรื่องยาก และครูคนนี้หลังจากที่ได้สัมผัส ก็ไปใช้คอมพิวเตอร์ ปกติไม่ได้จับคอมพิวเตอร์เลยก็ไปใช้ซอฟแวร์ต่าง ๆ ก็เหมือนมีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อย ๆ รวมทั้งถ้ามีพัฒนาการใหม่ ๆ มา เขาก็สามารถเรียนรู้รับได้ อย่างรวดเร็ว
แต่มันจะมีความยากตอนแรกเลยคือ First impressions    ที่คือปัญหาที่ครูไทยมีวัยวุฒิที่สูงแล้วก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับ ICT พอได้สัมผัส ก็รู้มันทำอย่างไรแล้วมันมี ข้อดีข้อเสียอย่างไร เหมือนการ  design การสอน ดีไซด์การสอนผมยอมรับว่าเก่งกว่าเด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่จบไป  เด็กรู่นใหม่ ๆ  ที่จบมาไม่มีประสบการณ์ แตาเทคนิคการสอนไม่มี เป็นทักษะการสอนที่ต้องสะสมหลายปี  เป็นลักษณะอัตลักษณ์ของตัวเอง​”

อาจารย์สัมผัสกับวงการเทคโนโลยีการศึกษามาร่วม 20 ปี เท่าที่สัมผัสสื่อ ICT ประเทศเรากับต่างประเทศ คิดว่าเมืองไทยอยู่ระดับไหน
“ก็ต้องดูว่าประเทศไหน ถ้าในอาเซียน ถ้าเราแพ้ก็แพ้สิงคโปร์ เวียดนามนี่เราไม่แพ้ เรื่องการเรียนการสอนนี่เรานำแน่นอน  มาเลเซียที่ผมไปสัมผัสที่บอก smart classroom  นี่ก็ OK ดีเลิศอยู่แล้ว ถ้าเทียบภาพรวมก็ต้องยอมรับสิงคโปร์ เพราะความพร้อมInfrastructure  คือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มากกว่าของเราขาดตรงนี้  แต่ถ้าเราพร้อมตรงนี้ผมคิดว่าเราสู่สิงคโปร์ได้
อีกอย่างสิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก มันก็เหมือนบ้านเล็ก ซึ่งดูแลง่ายกว่าบ้านใหญ่  บ้านใหญ่มีความซับซ้อนเพราะคนเยอะกว่า”

อาจารย์มองว่าเราแพ้แค่สิงคโปร์ แต่ทำไมการวัดประเมินคุณภาพการศึกษาระดับนานาชาติเราดูจะแพ้หลายประเทศรอบบ้านเรา
“อ๋อ... อันนี้ผมไม่รู้สึกวิตกอะไรนะ คือต้องดูว่าประเด็นบริบทที่เขาไปวิจัย เขาวิจัยเรื่องอะไร ต้องดูคอนเท็น ดูข้อคำถาม เพราะวิจัยแต่ละเรื่องก็จะมุ่งไปคำถามในแต่ละประเด็นซึ่งคำตอบในการ ซึ่งคำตอบในการตอบคำตอบก็ไม่เหมือนกัน เช่น  ถ้าถามว่าการเรียนของประเทศใดมีความสุขมากที่สุข
แน่นอนครับว่าเด็กไทยจะเป็นกลุ่มประเทศอยู่ท้าย ๆ เด็กเขมร เด็กลาว ต้องดีกว่าอยู่แล้วมีความสุข เพราะอะไรครับ เพราะเด็กลาวเรียนไม่มาก เล่นเยอะ ๆ เด็กเขมรก็เหมือนกัน ซึ่งถ้าตั้งคำว่าเด็กประเทศไหนเรียนนีความสุขมากที่ แน่นอนเราแพ้อยู่แล้ว
ที่นี้ผมไม่เห็นประเด็นคำถามว่าที่ว่าผลสัมฤทธิ์ของเราตกต่ำ เรื่องอะไร ต้องไปดูว่าเขาถามด้านไหน อันนี้ก็ขอดูเพราะว่าเวลางานวิจัยออกสื่อต่าง ๆ ไม่เคยบอกเลยว่าสมมุติฐานงานวิจัย ขอบเขตงานวิจัยมีอะไรบ้างต้องดูเป็นกรณี ๆ ไปเลยครับ
แต่ถ้าถามผมว่าไทยสู่อาเซียนได้ไหม ผมว่าเราสู้ได้เราสู้ะดับโลกได้ แต่ต้องดูเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น ที่เราดูคณิตศาสตร์โอลิมปิกอะไรต่าง ๆ  เราก็ได้ตลอด
แต่ที่นี้มันอยู่ที่ว่า เวทีนี้เขาวัดอย่างไร รวมทั้งงานวิจัยต่าง ๆ  อยากเห็นเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสก็อยากถามนักวิจัยต่าง ๆ ว่าก่อนที่คุณจะโชว์สัมฤทธิ์อะไรต่าง ๆ ออกมา คุณบอกขอบเขตมาก่อน คุณบอกสมมุติฐานงานวิจัยมาด้วยว่าต้องการวัด ต้องการหาคำตอบเรื่องอะไรอยู่ ๆ ก็เปิดผลวิจัยออกมาแล้ว...”ฐานะผู้รับผิดชอบอาจารย์มองว่ามันไม่แฟร์
“ใช่ครับมันไม่แฟร์... คือถ้าเด็กไทยไม่เก่งจริงผมถามว่าพวกที่ทำชื่อเสียงให้ประเทศเป็นใคร หรืออย่างเด็กที่จับประเทศไทยแล้วเป็นหมอเก่ง ๆ ในประเทศไทย ก็ไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย  ลองเอาหมอไทยกับสิงคโปร์มาแข่งกันผมว่าเราก็ไม่แพ้ ดีไม่ดีชนะด้วยซ้ำ”

อาจารย์ยกประเด็นดูจะเป้นความหวังเรื่องครูยุคใหม่ เพราะฉะนั้นคะแนได้ไหมอีก 10-20 ปี ข้างหน้าการศึกษาเราจะเป็นแบบไหน ดีขึ้นไหม
“ก็ต้องดูว่าดีขึ้นด้านไหน...
ถ้าดีขึ้นด้านทักษะ ความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี แน่นอนครับเพราะว่า ICT มันเจริญ ก้าวหน้าไปเรื่อยและแทรกซึมวงการศึกษาไปเรื่อย แล้วอีก 5-6 ปีครูประมาณแสนกว่าคนจะเกษียณ แล้วก็มีครูอีกแสนกว่าคนจะเป็นครูที่บรรจุใหม่ที่มความพร้อมเรื่องนี้เข้ามา
...ถ้าด้านคุณธรรม จริยธรรม ผมว่าต้องมีงานวิจัยรองรับ ตอนนี้ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะถ้าเกิดจะเปรียบจากประสบการณ์เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ครูสมัยก่อนจะดีกว่าครูสมัยนี้แล้วจะไปโทษครูสมัยนี้ก็ไม่ได้ เพราะเขามีลักษณะสังคมมันแก่งแย่ง แย่งกันกิน แย่งกินขึ้นรถ แย่งกันสอบ เขาถูกหล่อหลอมมาเป็นแบบนี้
ต่างจากสมัยก่อน หล่อหลอมด้วยความรักความเอ็นดูคุณครูคือคนที่ประสิทธิประสาทวิชา ครูคือพ่อแม่คนที่ 2 นั่นคืแนวคิดสมัยก่อน สมัยนี้คือต่างกัน
ประเด็นคือว่าทักษะเรียนรู้ต่าง ๆ เรียนกันทัน สมัยนี้มีเทคนิคการสอนเยะอมากมาย แน่นอนครูรุ่นใหม่เรื่อง ICT เก่งกว่าอยู่แล้ว แต่เรื่องปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม สร้างเด็กให้เป็นพลเมืองที่ดีความคิดผมว่าสมัยก่อนทำได้ดีกว่า
ผู้บริหารปัจจุบัน เป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีต่าง ๆ ตอนนี้เป็นผลิตจากครูรุ่นเก่า เรียนอย่างไรก็เรียนชอกล์ธรรมดา หรือหลายคนเรียนกระดานชนวนมาก่อนทั้งนั้น”

ลักษณะของอาจารย์มีโอกาสคิดงานทำเองได้ไหม หรือสนองนโยบายอย่างเดียว
“ได้เป็นบางส่วนครับ ยกตัวอย่างได้นโยบายมาก็ต้องคิดว่าคุณจะdesign อย่างไร อย่างสมัยก่อนเรื่อง tablet อย่างนี้ได้จำกัดเรื่องเวลา มี timeming ให้ครูสามารถใช้ tablet ได้ทั่วประเทศ ก็ให้เรามาคิดโจทย์ว่าทำอย่างไรให้เร็วที่สุด ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ก็ของบประมาณมาก็วิเคราะห์เป็นงาน ๆ ไป
ถามว่า create ได้ไหม่ก็ create ได้ว่าได้โจทย์มาเราทำงานอย่างไร ให้งานสำเร็จ จุล่วงตามเป้าโดยที่มีทรัพยากรจำกัด”

มีอะไรจะฝากครูยุคเก่าที่ยังใช้ชีวิตเดิม ๆ ไม่เอา ICT มาใช้การเรียนการสอน
“ครับ !   สำหรับครูยุคเก่าที่คิดว่าเหลือน้อยแล้ว ทุกคนก็ได้สัมผัสกันหมดแล้วอย่างเรื่อง smart phon ทุกคนก็เป็นเป็นเรื่องธรรมชาติ
ผมคิดว่าครูยุคเก่าที่เห็นว่า ICT เป็นเรื่องยาก ก็อยากให้ปรับทัศนคติปรับแนวคิดใหม่ ลองมาจับลองมาใช้
บางคนไม่รู้เรื่อง facebook  นะครับ แต่เห็นจากเด็กนักเรียนเลยคิดหนึบเลย เพราะว่าวิธีการใช้ facebook ไม่ใช่เน้นความบันเทิงอย่างเดียว  ปัจจุบัน คุณครูหลายท่านก็นำ facebook มาใช้ มาจัดการเรียนการสอน โดยมาเกลี่ยเป็นห้อง ๆ ในการเรียน มีการแลกเปลี่ยนการ share สื่อ มีการตอบคำถาม อะไรหลาย ๆ อย่างในห้อง ของ facebook อันนี้ก็เป็นระโยชน์ซึ่ง facebook  ถ้าเราลองใช้ไม่ใช่เรื่องอยาก รวมทั้งช่องทางใหม่ ๆ เช่น youtube ใช้การเรียน การสอน ครูยุคเก่ามาใช้ youtube แล้วจะรู้สึกว่าง่ายเพราะ เป็น VDO  ที่ไม่รู้กี่ล้านเรื่อง เอาง่ายๆ ชอบเพลงอะไรในอดีต ทูรย์ ทองใจ  สุรชัย สมบัติเจริญ พิมพ์มาก็ออกเป็นชุดเลย  แต่ youtube ไม่มีเฉพาะบันเทิงมีเนื้อหาวิชาการด้วย โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ ก็มีคนคุณครูจากต่างชาติ post เข้าไป มีทุกวันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ลองค้นหาดูโดยเฉพาะ
ผมเคยเห็นครูทางท่านสอนเป็น series ได้เลยว่าสอนเรื่องอะไร โดยใช้ youtube ทำเป็นใบงาน  คุณครูสมัยก่อนมาความสามารถในการจัดการชั้นเรียน มีความสามารถในการควบคุมนักเรียนมีความสามารถชี้แนะนักเรียนในแนวทางที่ถูกต้อง
แต่ว่า ICT ยังไกลตัว สำหรับบางท่านอยู่ แต่ทุกวันนี้เหลือน้อยแล้ว บางท่านบอกว่าเป็นเรื่องอยาก อยากเพราะไม่มีโอกาส ไม่มีใครใช้แนะนำว่าเป็นอย่างไร
ถ้ามีโอกาสแล้วแนะนำให้ใช้แล้วก็รู้ดีว่ามีข้อจำกัดอย่างไร”

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

รศ.ดร.จอมพงษ์ มงคลวนิช นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ผู้บริหารรุ่นใหม่กับความคิดรอบด้านเพื่อคุณภาพอาชีวศึกษาเอกชน

เรื่องโดย : วิชญะ   คุรุพิทักษ์  ภาพโดย : นิตยสารสกุลไทย

รศ.ดร.จอมพงษ์  มงคลวนิช นักวิชาการนักบริหารการศึกษารุ่นใหม่วัยยังไม่ถึง 40 ปี เริ่มตำแหน่งบริหารฐานะผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค) ตั้งแต่ พ.ศ.2551 จนปัจจุบันมวลสมาชิกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตำรงตำแหน่งนายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย
คอลัมน์ “เปิดห้องบริหาร” วารสารอาชีวศึกษา ได้รับเกียรติการสนทนาครั้งนี้
ท่านนายกฯ หลังจากรับตำแหน่งแล้วบริหารงานไประยะหนึ่ง แล้วเจอปัญหาอุปสรรคการทำงานอย่างไรครับ ?
“ตั้งแต่ผมรับเสียงเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย โดยดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา
มาจนถึงวันนี้ก็ประมาณ 1 ปี 3 เดือน ก็ต้องขอขอบคุณที่สมาชิกร่วมมือร่วมใจกันดำเนินงานในการพัฒนาองค์การอาชีวศึกษาเอกชนของเรา 
...จริง ๆ แล้วในส่วนที่เป็นอุปสรรคอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ที่เรามุ่งดำเนินการก็เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นเอกภาพระหว่างอาชีวศึกษา ภาครัฐ และเอกชน นโยบายของภาครัฐในเรื่องของเงินอุดหนุนก็ดี การสนับสนุนส่งเสริม ตลอดจนถึงเรื่องสวัสดิการก็ดี และการสนับสนุนในเรื่องของวิชาการรวมถึงการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องที่เป็นประเด็นอยู่ แล้วก็นโยบายของรัฐต่างๆที่มีการขยายวงในเรื่องของการดำเนินการของภาครัฐในการจัดการศึกษามากขึ้นในหลาย ๆ พื้นที่” 
หมายถึงที่ผ่านมาสมาคมฯก็มีส่วนกำหนดนโยบายด้วยเช่นกัน
“...ส่วนของสมาคมฯ เองเราได้ดำเนินการหลายๆ เรื่องแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของการดำเนินงานในเรื่องของพระราชบัญญัติอาชีวศึกษาเอกชน ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาในระดับนิติบัญญัติ เพื่อที่จะมีพระราชบัญญัติกำหนดทิศทางในการดำเนินงานของการอาชีวศึกษาเอกชนเอง แล้วก็มีความเป็นเอกภาพอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกับการศึกษาภาครัฐเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในเชิงนโยบาย 
โครงการต่าง ๆ ที่เราได้ดำเนินการก็มีโครงการทั้งเรื่องของการอบรม การแข่งขันทักษะ โครงการเรื่องของทวิภาคี รวมถึงโครงการที่ร่วมมือกับสถานประกอบการต่างๆ เช่น YAMAHA MOTOR CHALLENGE  ก็คือการพัฒนาผู้แข่งและพัฒนาช่างเทคนิคทางด้านของรถจักรยานยนต์ในการแข่งขัน MOTOR SPORT ผู้ชนะก็จะได้ร่วมในการแข่งขันและในระดับนานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งมีทั้งหมด 20 ทีมที่เข้าร่วม
...มีการร่วมมือกับศูนย์คุณธรรม องค์การมหาชน กระทรวงวัฒนธรรม คัดเลือกวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน 20 แห่งเข้าร่วมโครงการพัฒนาสู่การเป็นต้นแบบอาชีวศึกษาด้านคุณธรรม มีการดำเนินการในเรื่องของการปรับพฤติกรรมนักเรียนนักศึกษาในเขตของกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงการพัฒนาในเรื่องของการวิจัย การให้แต่ละวิทยาลัยสามารถพัฒนาคลินิกวิจัยโดยการร่วมมือกับคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติโดยสมาคมนักวิจัยในอุปถัมภ์ของสำนักงานวิจัยแห่งชาติ เป็นต้น”
ผลงานรูปธรรมที่นายกฯคิดว่าน่าจะได้ประโยชน์กับสมาชิกทั้งทั่วประเทศ ผลงานไหนที่ท่านคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ?
“ผมก็คิดว่านอกจากโครงการที่เรามุ่งในการส่งเสริมอย่างที่เรียนไปแล้วว่ามีหลายโครงการด้วยกันที่เรามีวิทยาลัยนำร่องบ้าง บางอันก็เป็นการอบรมทั่วทั้งประเทศบ้างแต่ผมคิดว่าสิ่งที่น่าได้ประโยชน์ระยะยาวก็คือเรื่องของการที่ได้จัดทำละมีมติรวมถึงเข้าสู่กระบวนการในเรื่องของพระราชบัญญัติอาชีวศึกษาเอกชน ก็จะเป็นพระราชบัญญัติอันแรกของอาชีวศึกษาเอกชน ซึ่งมีลักษณะเดียวกับพระราชบัญญัติโรงศึกษาเอกชนเพื่อที่จะมากำกับดูแลและเป็นการวางทิศทางอาชีวศึกษาเอกชนของประเทศไทย 
นี่คือการมองในระยะยาวส่วนระยะที่ใกล้กว่านั้นผมคิดว่าโครงการต่างๆที่ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนก็ดีรวมถึงการประชาสัมพันธ์ก็ดี ซึ่งในปีที่แล้วถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่สมเด็จพระเทพฯท่านเสด็จทรงเปิดการประชุมนานาชาติ Duo Excellence ที่จังหวัดอุดรธานี โดยสมาคมร่วมกับสถานทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน และ German Facturation of Professional Qualifications หรือว่าองค์กรเรื่องของวิชาชีพของเยอรมันเพื่อดำเนินการประชุมสัมมนาให้ความรู้ในเรื่องของทวิภาคีไทย-เยอรมัน อันนี้ก็ถือว่าเป็นการเผยแพร่เกียรติคุณรวมถึงให้วิทยาลัยต่างๆ ผู้บริหาร และนักศึกษาได้ตระหนักในเรื่องของการอาชีวศึกษาและทวิภาคี และการเริ่มต้นในการคิดว่าจะไปสู่สากลในลักษณะใด”
พูดถึง พ.ร.บ. อาชีวศึกษาเอกชนรวมถึงการโยกย้าย สช. มาอยู่ สอศ.
“จริงๆ ไม่ใช่การโยกย้ายแต่ว่าที่เราเปิดประเด็นไว้ก็คือการที่ทำให้โครงสร้างนั้นไปมนทิศทางเดียวกัน ก็คือการที่มีทั้งอาชีวะภาครัฐและก็ภาคเอกชนรวมอยู่ร่วมกัน”
แล้วทิศทางมันเป็นยังไง ทาง สช. มีปฏิกิริยาอะไรไหม ?
“ตอนนี้ก็เป็นแนวทางเดียวกันแล้ว เพราะว่าเท่าที่ผมทราบได้เข้าสู่การประชุมองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการแล้วก็ได้เห็นชอบในแนวคิดนี้เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คงเข้าไปสู่ ครม. รวมไปถึงร่างพระราชบัญญัติการอาชีวะเอกชนที่จะเข้าไปสู่กระบวนการนิติบัญญัติในการตรากฎหมายต่อไป”
นโยบายที่นายกคิดว่าน่าจะทำต่อไปหรือรู้สึกหนักในคือนโยบายอะไร ?
“ผมคิดว่าสิ่งที่หนักใจซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญก็คือเรื่องสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยสำนักงานกองทุนสงเคราะห์ ครูใหญ่ ครู และโรงเรียนเอกชน 
เราทราบดีว่าสวัสดิการเรามีความเหลื่อมล้ำจากภาครัฐมาก รวมถึงหลายๆกรณีก็อาจจะยังแย่กว่า 30 บาทรักษาทุกโรงด้วยซ้ำ เหตุผมก็มาจากการบริหารกองทุนของกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูเอกชน หลังจากที่ได้เข้าไปพบกับท่าน ผอ. ท่านใหม่ก็ทราบแนวคิดของท่านในเรื่องของการพัฒนาต่างๆ และในวาระที่จะถึงอันใกล้นี้ ในนามของสมาคมก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการของกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูเอกชน ก็คงจะดำเนินการในเรื่องของสวัสดิการให้ครูเอกชนนั้นมีสวัสดิการที่ดีขึ้นและเป็นเรื่องของขวัญกำลังใจให้กับครูและบุคลากรทุกคน 
อีกเรื่องที่เป็นความหนักใจแต่เราก็ดำเนินการอยู่ก็คือเรื่องของปัญหาพฤติกรรมผู้เรียนในกรุงเทพฯและปริมณฑล ในปัจจุบันวิทยาลัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลได้มีการพูดคุยกันและมีการลงสัตยาบันร่วมกันในการปรับปรุงพฤติกรรมของผู้เรียนให้อยู่ในทางที่ดีขึ้น เช่น การไม่ให้พกพาอาวุธ และมีโทษร้ายแรงหากพบเจออาวุธหรือยาเสพติดรวมถึงกำชับในเรื่องของเครื่องแต่งกาย ทรงผม และการเรียนการสอนที่มีธรรมมะเป็นพื้นฐาน เป็นต้น และได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดำเนินการเรื่องนี้ แต่ก็เป็นที่วิตกอยู่อย่างหนึ่งในปัจจุบันนี้เพราะว่ามีกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีแอบแฝงในคราบนักศึกษาอยู่พอสมควรอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราได้ดำเนินการแต่ผลลัพธ์ที่จะเห็นก็คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม ก็พยายามอย่างถึงที่สุดเพราะเป็นปัญหาที่สะสมมานานและเป็นสิ่งที่ผมอยากที่จะแก้เรื่องนี้เป็นสำคัญเนื่องจากว่าเป็นภาพลักษณ์ที่เสียของอาชีวศึกษาในภาพรวม 
แม้ว่าจริงๆแล้วมีนักศึกษาจำนวนน้อยมากถ้าเทียบกับจำนวนนักศึกษาเป็นล้านของประเทศที่ก่อเหตุอะไรแบบนี้ แต่ภาพที่ออกมาทำให้ภาพอาชีวะทั้งหมดเป็นจุดเสียแล้วก็นำไปสู่เรื่องของจำนวนผู้ที่จะเรียนอาชีวศึกษาด้วยและก็เรื่องผู้ประกอบวิชาชีพในระดับอาชีวศึกษาก็มีปัญหาตามมา”
ปัญหาของอาชีวศึกษานโยบายรัฐดูให้ความสำคัญกับทวิภาคีท่านนายกฯมอ
งอย่างไร
“ทวิภาคีในปัจจุบันได้รับความสนใจมากขึ้นจากทางภาคเอกชนแล้วก็มีการติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ก็ได้ดำเนินการพัฒนาในทิศทางที่มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครูฝึกในสถานประกอบการ การรับนักศึกษาในจำนวนที่มากขึ้น ในระบบทวิภาคี 
แต่ในเรื่องคุณภาพก็เป็นเรื่องสำคัญในการที่จะทำอย่างไรที่จะพัฒนานักศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน สอดคล้องกับสถานประกอบการ อีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะเป็นปัญหาพร้อมกับเป็นโอกาสในทางเดียวกันก็คือการขยายตัวของภาคการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีความสนใจในการนำหลักสูตรอาชีวะเข้าไปใช้ในสถานศึกษาภาคพื้นฐาน 
อีกส่วนหนึ่งก็คือความร่วมมือกับทางสำนักงานการอาชีวศึกษาในการที่จะขยายผลในเรื่องอาชีวศึกษา รวมถึงการเร่งรับนักศึกษาในจำนวนที่มากขึ้น อันนี้ก็ส่งผลในเชิงโอกาสและในเชิงปัญหาไปพร้อมๆ กัน
แต่อย่างไรก็ดี ที่ได้ยินจากท่านนายกในภาคต่างๆก็พบว่าหลายๆ ภูมิภาคก็ไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบมีนักศึกษาจำนวนมากขึ้น แต่หลายภูมิภาค หลายส่วนพื้นที่ก็ส่งผลกระทบในเชิงลบโดยเฉพาะการที่วิทยาลัยเทคนิคต่างๆเปิดรับจำนวนมากแล้วก็ทำให้บางทีคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนก็ดี ทรัพย์ยากรที่เขามีก็ดี อาจจะส่งผลให้นักศึกษาได้รับคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ในขณะที่สถานศึกษาเอกชนที่มีความพร้อมกับไม่สามารถรับนักศึกษาได้ตามจำนวน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ได้พูดคุยกับสำนักงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าจะมีการที่จะช่วยเหลือสมาชิกรวมถึงจะมีการสร้างรูปแบบต่างๆ เพื่อที่สมาชิกสามารถที่จะปรับประยุกต์ใช้ได้เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษาอีกทางหนึ่งด้วย”
10 ปีหลังจากนี้ไปถ้าอาชีวะยังได้รับการสนับสนุนไปด้วยดีท่านนายกคิดไหมครับว่าสังคมไทยจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างไรบ้าง ?
“ผมคิดว่าตามหลักเศรษฐศาสตร์โดยง่ายจะพบว่าที่ใดก็แล้วแต่ที่มีความต้องการมากสิ่งนั้นก็จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เช่น เดียวกับอาชีวศึกษาปัจจุบันความต้องการมีจำนวนเยอะมากทั้งความต้องการภายในประเทศและนอกประเทศ ในที่สุดแล้วไม่ว่าเรามีปัญหาใดๆก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าทุกภาคส่วนก็จะฝ่าฟันปัญหาไปได้เพื่อที่จะพัฒนาอาชีวศึกษาของเราและสามารถที่จะทำให้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนทั้งในเรื่องของปริมาณ 
และเรื่องของพัฒนาคุณภาพก็จะคลี่คลายลงไปได้ 
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ปัญหาของอาชีวศึกษามีความซับซ้อนอยู่ค่อนข้างเยอะเพราะว่าเกี่ยวเนื่องกับผู้ปกครอง กับผู้เรียน กับสถานประกอบการ เพราะฉะนั้นก็จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่านโยบายของภาครัฐทุกวันนี้มีความชัดเจนแล้วในเรื่องของอาชีวศึกษา แต่อาชีวศึกษาเอกชนก็คงจะต้องต่อสู้ในการที่จะลดความเหลื่อมล้ำเรื่องอาชีวะภาครัฐกับภาคเอกชน ถ้าสมมติมาอยู่ในสถานภาพเดียวกันได้ก็จะทำให้การอาชีวศึกษาของทั้งประเทศสามารถพัฒนาขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน”

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Master of Private Vocational “อินทร์ จันทร์เจริญ” กับนิยามชีวิตคือการต่อสู้

นช.๐๐๗   เรื่อง


วิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงธน ปัจจุบันเดินทางสะดวก ตั้งอยู่ปากซอยเพชรเกษม 98  ไปมาได้หลายทาง แต่เมื่อย้อนหลังกลับไปร่วม 30 ปีที่นี่... ดร.อินทร์  จันทร์เจริญ ผู้รับใบอนุญาต เล่าอดีตให้ฟัง
“ผมซื้อที่นี่ เอาแฟนมาดู แฟนเป็นลม เวลานั้นถนน 2 ถนน หน้าโรงเรียนเป็นป่ากก ป่าพง มีถนนแค่ 2 เลน รถวิ่งสวนกัน ไม่เจริญเลย”…ผู้อาวุโสบุคลิกกระชับกระเชงที่ดูอ่อนกว่าชายวัย 70 ปี เล่าที่มาถึงธุรกิจอาชีวศึกษาด้วยความภูมิใจ
นั่นเป็นภาพในอดีต...แต่ภาพที่เห็นขณะนี้บริเวณเลขที่ 1 ซอยเพชรเกษม 98 ถนนเพชรเกษม เป็นอาคาร 3 เรียนที่ประกบข้างด้วยคอนโดมีเนียมเบรนหรูเลี้ยวเข้าซอยนิดเดียวบนถนนเพชรเกษม 6 เลน ที่จราจรคับคั่ง
ครูอินทร์  จันทร์เจริญในอดีตผู้นี้คือครูอาชีวศึกษาเอกชนหลายโรงเรียน เช่น พณิชยการธุรกิจบัณฑิตย์   ไทยโปลีเทคนิค บางเขน  ดรุณพิทยาพณิชยการ ห้วยขวาง  ก่อนจะผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเทคโนโลยีกรุงธนกรุงเทพ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเทคโนโลยีกรุงธนเชียงราย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลบุรีชัยรัตน์ คอนสตรัคชั่น จำกัด อธิการบดีวิทยาลัยเชียงราย อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่ง สมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย

ปัจจุบันเรียกครูอินทร์ กลายเป็น ดร.อินทร์ ด้วยคุณวุฒิปริญญาเอก ค.ด. สาขาวิจัยและพัฒนาหลักสูตร จาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
...ครั้งแรกของการเป็นครูอาชีวศึกษาเอกชนหลังจากเรียนจบครูมาคือการเป็นครูสอนคณิตศาสตร์

ปูมหลังครูใหญ่อาชีวศึกษาไทย

“ชีวิตผมเข้าสู่ชีวิตความเป็นครูอาชีวศึกษา เริ่มตั้งแต่เรียนจบครูมาท่านไสว สุทธิพิทักษ์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  พอท่านทำธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นหลักสูตรสถาบันท่านชวนผมไปทำงานด้วย
ผมก็ไปทำงานกับท่าน เริ่มต้นอยู่ที่อาชีวศึกษา ผมก็ทำอาชีวศึกษามาโดยตลอดชีวิต ทุกวันนนี้ก็ทำอาชีวศึกษาอยู่
ที่ทำมาตลอดได้ก็ต้องขอบคุณท่านอธิการไสว ท่านให้ความรู้ เพราะทำโรงเรียนกับท่านที่ธุรกิจบัณฑิตย์ที่คลองประปานี่แหละครับ !  ท่านไปเปิด ปวช. ก็ไปเปิดช่วยสอน”
หลังออกจากพณิชยการธุรกิจบัณฑิตย์  ก็มาอยู่ที่ดรุณพิทยาพาณิชยการ จากดรุณพิทยไปอยู่โปลีเทคนิค จากไทยโปลีเทคเนคไปอยู่ดรุณอีกที จนปี  2524  ก็ทำโรงเรียนเอง

ชีวิตคือการต่อสู้ : ต่อสู้กับสิ่งที่เราจัดเจน

ด้วยปรัชญาในการทำงาน ชีวิตคือการต่อสู้ ยิ่งมีปัญหาเรายิ่งสู้  การเริ่มต้นกิจการโรงเรียนอาชีวะเองเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้
“การต่อสู้ที่หนักที่สุดคือ การสร้างรากฐานชีวิต  ผมซื้อที่นี่ 11ล้าน ใน พ.ศ.2519”
พร้อมกล่าวถึงบุคคลที่มีบุญคุณ เคยอุปการะในอดีตที่ดร.อินทร์ยังกล่าวถึงไม่เคยลืม
“ผมอาจจะโชคดีกว่าคนอื่น ผมอยากเจอใครผมได้เจอ ความสำเร็จที่ได้มา ก็คิดถึงผู้มีบุญคุณ คือ พี่ณรงค์  เทวคุปต์ (อดีตกรรมการบริหารวิทยาลัยในเครือตั้งตรงจิตรพณิชยการ อดีตส.ส. อุบลราชธานี 2 สมัย)  พี่ยิ่ง  สิทธิธรรม (อดีต สส.อุบลราชธานี) ทั้งสองท่านพาผมเข้าพบ อาจารย์ประยูร  จินดาประดิษฐ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธ ทหารไทย  ขณะนั้นท่าน เปรียบเหมือนพ่อขอผมคนหนึ่ง ผมไปเอาโครงการไปคุยกับท่านน่าบอกเอายื่นมาจะดูให้”
กิจการสถาบันศึกษาอาชีวเอกชน ก็เริ่มต้นขึ้น
“ก็ใช้ชื่อเดิมตลอดเพียงแต่เปลี่ยนชื่อหน้าเป็นวิทยาลัยเท่านั้น โรงเรียนเทคโนโลยีกรุงธน แต่ผมมาเปลี่ยนเรื่องของที่ตั้งพระวิษณุ กิจการตอนแรกหนักหนาสาหัสมาก เราคิดว่ารับเด็กได้ 400 คน  แต่รับเด็กไม่ถึง 200  คน ...การรับสถานการณ์เล่านี้ เราต้องประมาณตัวเองถึงจะแข็งแรงได้...สมมุติว่าเรามีเด็กเท่านี้เราก็บริหารเท่านี้ไม่บริหารเกินตัว แต่คิดเกินตัว แต่บริหารภายใต้ความจริง"
นอกจากประเมินตัวเองแล้วปัจจัยที่จะทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เราต้องเข้าใจในสิ่งที่เราทำอย่างลึกซึ้ง
“ทำสิ่งที่เรารู้ ทำส่ิงที่เรามีพรรคพวก เรามีความจัดเจน อย่าเป็นประเภทที่พอรวยแล้วไปทำอาชีพอะไรก็ได้ อื่นนี่ไม่ได้ บางคนโชคดีก็สำเร็จ บางคนเจ็งเลย ต้องทำสิ่งที่เรารู้ รู้แจ้งเลย มีปัญหาแก้ไขได้ด้วยความมั่นใจ”

เคล็ดลับของความสำเร็จสถานศึกษาในเครือ k-tech

ปัจจุบัน ดร.อินทร์  จันทร์เจริญ เป็นผู้ถือใบอนุญาต วิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงธน (Krungthon technological  college) ทั้งกรุงเทพ และ เชียงราย พร้อมทั้งมหาวิทยาลัยเชียงราย เปิดทำการสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาช่างอุตสาหกรรม และบริหารธุรกิจ และเปิดทำการสอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาช่างอุตสาหกรรมและบริหารธุรกิจ สาขาวิชาที่เปิดสอน ช่างอุตสาหกรรม ได้แก่ ช่างยนต์ ช่างกลโรงงาน ช่างไฟฟ้ากำลังและช่างอิเล็กทรอนิกส์ สาขาวิชา ที่เปิดสอนบริหารธุรกิจ ได้แก่ การบัญชี คอมพิวเตอร์ และการตลาด
เคล็ดลับของความสำเร็จที่ได้จากการสนทนาร่วมชั่วโมง คือ

1 สร้างคุณลักษณ์ที่เหมาะสมแก่นักเรียนอาชีวศึกษา ให้นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน มีทักษะ ความสามารถ ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
“เน้นเรื่องความซื่อสัตย์ ตรงเวลาขยัน  ซื่อกินไม่หมดคดกินไม่นาน คนเราถ้ามีความซื่อสัตย์ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ผมบอกเลยว่าอยู่ที่ไหนนายก็รัก เราเป็นลูกน้องนายก็รัก”

2 ผู้บริหารต้องเอาใจใส่ต่อนักศึกษาในวิทยาลัย
“ในอดีตมีปัญหาการตีกันโรงเรียนเทคโนโลยีกรุงธนกับโรงเรียนเทคโนโลยีหมู่บ้านครูใกล้ ๆ กัน แต่ก่อนขึ้นรถคันเดียวกันไม่ได้ตีกัน ...พอมาปี 2524  ผมเข้ามาซื้อที่นี่ผมไปหาอาจารย์ศุภชัย  แย้มชุติ (ผอ.เทคโนโลยีหมู่บ้านครู) ผมบอกว่าป๋าทำอย่างไรเราจับมือกัน มีอะไรบอกกันช่วยกันแก้ เป็นโรงเรียนพี่ โรงเรียนน้อง...เหล่านี้ทำไมมันแก้ได้ละ ที่อ้างว่าทัศนคติไม่ดีต่อกันนี่เป็นข้ออ้างจริง ๆ แล้วเพราะผู้บริหารไม่ใส่ใจ  ถ้าผู้บริหารเอาใจใส่กับพฤติกรรมของเด็กดูแลเด็กเรื่องเด็กตีกันจะไม่มี เรื่องมันเกิดออาจะผิดใจกันแต่ก็ทำความเข้าใจกันได้”

3 อุปกรณ์ฝึกดีทันสมัยมีให้นักเรียนใช้
“ สำหรับนักเรียนช่างแต่เราซื้อวัสดุของดีทันสมัย อย่างเวอร์เนียร์ (เครื่องมือสำหรับใช้ในงานวัดละเอียดแบบหนึ่ง) นี่เราก็เลือกของดี ผมไม่เคยคิดจะไปหากิน กินเล็กกินน้อยกับเด็ก ผมซื้อให้เต็มที่เด็กจบไปเขาได้ทำงาน เมื่อมีลูกเขาก็คิดถึงเรา  ไม่ว่าโรงเรียนรัฐและเอกชนไม่ต้องมอง เขาก็คิดถึงวิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงธน บ้านอยู่ไกลแค่ไหนก็ส่งมาเรียน”
ปัจจัยทำทั้งหมดแล้วส่งผลให้นักเรียนเข้ามาเรียน ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีกรุงธน
"นักเรียนในโรงเรียนมีพาณิชย์และช่างที่กรุงเทพตอนนี้ 1,000 คน การหาเด็กเข้าเรียนอยู่ที่ศิษย์เก่า  ศิษย์เก่าบางคนเอาลูกมาเรียน เหมือนเครือข่ายศิษย์เก่าปี หนึ่ง ๆ  เยอะ เป็นแบบปากต่อปาก  แต่การแนะแนว เราก็ยังทำ ก็ในบริเวณของเราในเขตฝั่งธนบุรีนี่แหละ อยู่แต่นี้ แต่ก็มีนอกเขตมาบ้าง ไม่มีมาก...”

สุดท้ายของการสนทนาอดีตนายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย  กล่าวเปื้อนด้วยรวยยิ้มก่อนอำลา
“ผมทำงานด้านอาชีวศึกษามาทั้งชีวิต ...จะว่าเหนื่อยไม่ผมก็ว่าไม่เหนื่อยนะ เป็นความสุข ผมอาจจะต่างจากคนอื่นคือมีความสุขในการทำงาน 
ผมมีลูก 3  คน ผู้หญิง 1 ชาย 2  ลูกสาวบริหารที่นี่ ผู้ชาย 2  คน ลูกชายคนกลางดูอาชีวศึกษาเชียง ส่วนลูกชายคนเล็กก็ดูวิทยาลัยเซียงราย
การทำมาธุรกิจการศึกษา โดยเฉพาะอาชีวศึกษา ถึงเวลานี้แล้วผมคิดว่าคิดถูกนะ...”

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ธฤต ไชยมงคล : ครูอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา กับผลงานเครื่องคั่วกาแฟด้วยแก้สแอลพีจี

โดย นช.๐๐๗

กาแฟเครื่องดื่มยอดนิยมแต่กว่าจะเป็นเครื่องดื่มถ้วยโปรดนั้น ต้องผ่านกระบวนการมากมายก่อนมาเสริฟ์ตรงหน้าเรา
...และบุคคลในแวดวงการศึกษาที่จะแนะนำให้รู้จักวันนี้คือบุคคลที่ประดิษฐ์เครื่องคั่ว ขั้นตอนสำคัญที่จะควบคุมเครื่องดื่มยอดฮิตนี้ให้มีรสชาติตามปรารถนาได้ ความคิดสร้างสรรค์บวกความรู้ทางวิชาการจึงมาเป็นนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลครั้งนี้
จุดกำเนิดของนวัตกรรมดีเด่นระดับชาติ เครื่องคั่วเมล็ดกาแฟ ผลงานของ อาจารย์ ธฤต ไชยมงคล แผนกวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา เป็นมาอย่างไรฟังจากปากของอาจารย์กัน
"ผมเป็นคนเชียงใหม่ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ดอยอินทนนท์ ดอยปุย ได้พบเห็นชาวบ้านทำไร่กาแฟ จึงเริ่มเข้าไปศึกษา สอบถาม พูดคุยกับชาวบ้านว่ากระบวนการผลิตการคั่วและเมื่อจบมาทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ด้วยก็เลยใช้ความรู้มาเป็นแนวคิดขึ้น

“ถ้าเราทำเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟ

ขึ้นมาเพื่อไปช่วยพวกเค้าแล้ว 

รายได้พวกเค้าอาจจะดีขึ้น”



ประกอบกับก็ได้พบปัญหาว่าผลิตกาแฟที่ชาวบ้านปลูกมันล้นตลาด ทำให้ราคากาแฟดิบที่เก็บมาจากต้นมันต่ำมาก ต่อมาก็มีโครงการจากญี่ปุ่นเข้ามาส่งเสริม ไปสร้างเครื่องคั่วขนาดใหญ่ ปรากฏว่าพอคั่วมาแล้วราคาเม็ดกาแฟดิบกลับสูงกว่าราคาที่ท้องตลาดขาย ชาวบ้านเค้าเลยทดลองคั่วด้วยกะทะเอง ทำเครื่องคั่วมาเองบ้าง แต่พอเวลาจำหน่ายสีของเมล็ดกาแฟไม่เป็นไปตามมาตฐานที่ท้องตลาดต้องการ เลยทำให้เราคิดว่า ถ้าเราทำเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟขึ้นมาเพื่อไปช่วยพวกเค้าแล้ว รายได้พวกเค้าอาจจะดีขึ้น มานี่คือแรงบันดาลในการประดิษฐ์"  
คั่วเมล็ดกาแฟผลงานชิ้นนี้ เป็นเครื่องคั่วเมล็อดกาแฟพลังงานความร้อนเผาไหม้ LPG สามารถคั่วกาแฟได้ครั้ง ละ 1 กิโลกรัม สามารถควบคุมความร้อนเองได้ และใช้อุณหภูมิสูงถึง 150 องศาเซลเซียส มีขนาดเพียงแค่ 55 x 85 x 110 ซ.ม ใช้เวลาในการคั่วเพียง 9 – 27 นาทีความความต้องการการคั่วเข็มคั่วอ่อน และที่สำคัญสินค้า ราคาถูกกว่าครึ่งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และนวัฒตกรรมนี้จะส่งผลประโยชน์ต่อชาวบ้านชาวไร่ได้อย่างมากเพราะ เป็นเครื่องต้นแบบที่มีราคาไม่สูงมาก ประหยัดพลังงานเพราะใช่เวลาคั่วไม่มาก เพิ่มมูลค่าเมล็ดกาแฟดิบ และยังได้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพทัดเทียมที่ตลาดต้องการ จะว่าไปนี่อาจเป็นจุดกำเนินของธุรกิจเล็กๆของคนไทยที่จะเติบโตก้าวหน้าในอนาคตในสายธุรกิจกาแฟหรือเมล็ดกาแฟ
เมื่อสรุปคุณค่าของนวัตกรรมชิ้นนี้ คือ 1.เป็นเครื่องมือต้นแบบสำหรับคั่วเมล็ดกาแฟ 2.ปรหยัดพลังงานเพราะใช้เวลาคั่วไม่มาก  3.ส่งเสริมเกษตรกรเพิ่มมูลค่าเมล็ดกาแฟดิบ 4.เมล็ดกาแฟคั่วที่ได้คุณภาพทัดเทียมกับตลาดกาแฟต้องการ 5.องค์ความรู้ใหม่ที่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้
ซึ่งสุดท้ายนี้นวัตกรรมดีเด่นระดับชาตินี้จะมีการต่อยอดอย่างไร คำตอบจากอาจารย์ธฤต คือ 
"เราชาวไทยก็ภูมิใจได้เลยว่าฝีมือคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ หากมีการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆก็ไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป ไม่แน่ในอนาคตเราอาจเห็นนวัตกรรมข้างต้นที่กล่าวไปกลายเป็นแบรนด์สิ้นค้าระดับโลก ที่ทำให้เราชาวไทยยิ้มเมื่อคิดถึงก็ได้"

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

“นวัตกรรมอาชีวะ” เพื่อชุมชนและสังคมโลก ดร.มงคลชัย สมอุดร ผู้อำนวยการสำนักสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นช ๐๐๗ : เรื่อง   


ในหน้าที่ของสำนักสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาคือการดูแลงานควบคุมศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ส่งเสริม พัฒนา ดำเนินการและประสานงานที่เกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม หุ่นยนต์อาชีวศึกษา และโครงงานวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพของครูผู้สอนและผู้เรียน 
ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการพัฒนานักประดิษฐ์เพื่อมุ่งผลสู่การเพิ่มปริมาณผู้เรียน ผู้สำเร็จอาชีวศึกษาและกำลังคนด้านวิชาชีพให้กับตลาดแรงงานของประเทศ  อีกทั้งส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมแนวทางการจัดอาชีวศึกษาทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นต้นแบบและรูปแบบที่เหมาะสมหรือประสบผลสำเร็จ และกำหนดรูปแบบ แนวทาง องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษา
พร้อมการพัฒนาต้นแบบและต่อยอดนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์อาชีวศึกษา การพัฒนาพลังงานทดแทน การสื่อสาร ผลผลิตและผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์ ธุรกิจ การตลาด นำไปสู่การผลิตเพื่อจำหน่าย รวมทั้งการสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน ชุมชน สังคม และการพัฒนาทักษะนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการ

ฐานะผู้บริหาร ดร.มงคลชัย สมอุดร ผู้อำนวยการสำนักฯ ซึ่งมีพื้นฐานเป็นนักศึกษากฏหมาย จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดูจะไม่กังวล
“เมื่อเข้ามาเป็นผู้อำนวยการสำนักสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ของ สอศ.ที่คิดว่าตัวเองมีความพร้อมพอสมควรเพราะได้เป็นผู้บริหารมานับ 10 ปี ประสบการในกระบวนการแก้ปัญหา ความเข้าออกเข้าใจในกระบวนการแก้ปัญหาใน กำหนดทิศทางของสถานศึกษาต่าง ๆ ...มีความคิดว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้มีความมั่นใจมาก ๆ ที่จะทำงานในหน้าที่ตรงนี้ ประกอบกับประสบการณ์ที่ผมได้ศึกษาหาความรู้ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งก็เป็นการเรียนที่เน้นการวิจัยเป็นสำคัญ”
ซึ่งคุณวุฒิที่ได้มาในช่วงการทำงานบริหารคือ Doctor of Philosophy (Vocational Education เน้นทาง Agricultural Education)  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Dip. in Aquaculture ราชอาณาจักรสเปน
ดังนั้นมั่นใจจึงมีว่าจะทำงานไปได้ด้วยดี...
เมื่อประเมินจากสภาพการจริงน่าพอใจทั้งส่วนการรณรงค์ส่งเสริมบรรยากาศการวิจัยในสถานศึกษา
“เมื่อก้าวเข้ามาแล้ว ถามว่าคาดหวังและตั้งความหวังกับตัวเองไหม ผมคิดผมตั้งความหวังไว้กับตัวเองมากกว่าคนอื่นตั้งความหวังให้ผม  ซึ่งจากความรู้จากประสบการณ์ ทิศทางและเป้าหมายการบริหารงานวิจัยทางอาชีวศึกษา
แต่ผมคาดหวังสูงกว่านี้อีกก็คือว่า ผมจะทำให้ได้มากกว่าที่คนอื่นคิด ในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับวิจัยพัฒนาที่เรามีเป้าหมายสำคัญที่เราต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในตัวครูอาชีวะทั้งประเทศแล้วก็ในตัวนักเรียนอาชีวะด้วย แล้วก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่ผมทำให้ช่วง 3-4 ปีนี้ก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง อย่างน่าพอใจ ครูอาชีวะเรามีทักษะวิจัยที่เป็นความคิดมากขึ้น คิดตัดสินใจความรู้ที่มาจากกระบวนการวิจัย แล้วก็ใช้วิจัยมาจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาด้วย
นี่ก็เป็นความสำเร็จประการหนึ่งนี่ที่ผมในฐานะผู้รับผิดชอบก็ได้มีความพยายาม”

นวัตกรรมอาชีวะใช้งานได้ทันทีมิตินี้เพื่อชุมชนและสังคมโลก

“ขณะเดียวกันเราก็พยายามเสริมสร้างวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ให้กับเด็กอาชีวะศึกษาทั้วประเทศ โดยการจัดการความรู้กับหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น  วช. หรือหน่วยงานอื่น ๆ ด้วยในการที่จะเอาองค์ความรู้ของนักประดิษฐ์นักวิจัย ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ระดับนานาชาตินี่มาเชื่อมโยงกับองค์ความรู้ประสบการณ์พื้นฐานของเด็กอาชีวะที่ยังมีอยู่ แล้วก็สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ออกมาให้กับพี่น้องได้ใช้กัน  เรียกว่าเป็นผลงานประดิษฐ์ที่ใกล้กับความเป็นจริงในโลกของการใช้ประโยชน์มากก็คืออาชีวะ อาชีวะประดิษฐ์ชิ้นงานชนิดที่สามารถใช้ได้เลย”
และจำนวนชิ้นงานนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ มีเพื่อขึ้นอย่างมีนยยะ
“...สิ่งประดิษฐ์ที่เป็นนวัตกรรม และเทคโนโลยีอื่น ของเราเพิ่มขึ้นทุกปี ตัวผลงานจำนวนผลงานจากเดิมที่เคยมีผลงาน จำนวน 1,000 ชิ้น ปีก่อน ๆ ตอนนี้มีมากขึ้นเป็นลำดับ 2,000 - 3,000 ชิ้น  จนถึงปัจจุบันมี 5,000 ชิ้น แล้วมีผลงานหลายพันผลงานก็สามารถไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ พัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้บางผลงานก็สามารถเอาไปใช้ในชุมชนได้ทันทีหลังจากนักประดิษฐ์เราประดิษฐ์ผลงานนี้ขึ้นมาก็เอาไปใช้ได้ทันที
อันนี้ก็เป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่เป็นที่สนใจที่ครูที่เด็กอาชีวะนี่ ให้ความสนใจกับการพัฒนาผลงาน ที่เกิดจากกระบวนการวิจัยมากขึ้น”
การที่ผลงานได้รางวัลในเวทีระดับนานาชาติก็เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ
“...ในเชิงคุณภาพผลงานหลายผลงานที่เราสรรหาคัดเลือกมาแต่ละภาคได้ 5 ผลงานที่สุดยอด นับร้อยผลงานเราก็ส่งเข้าประกวดในระดับนานาชาติที่ สาธารณรัฐเกาหลี   จีน  ใต้หวัน  มาเลเซียหรือที่ เจนนีวา สวิตเซอร์แลนด์บ้าง ในอเมริกาก็มี
ผลงานเหล่านี้เมื่อเราส่งไปประกวดผลงานระดับนานาชาตินี่ก็จะได้รับรางวัลชนะเลิศมาทุกครั้ง เหรียญทองก็ได้มาทุกปี อย่างน้อยที่สุดขั้นต่ำเลยก็คือได้เหรียญทองแดง นั่นก็ย่อมเหมือนความว่าครูและเด็กที่สนใจและพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง  สามารถพัฒนาตัวเองเข้าสู่มาตรฐาน ในระดับนานาชาติได้เช่นเดียวกันนั่นก็คือสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเราเข้ามาพัฒนาตรงนี้อย่างจริงจัง”

พร้อมเป็นพันธมิตรและอาชีวศึกษาเอกชน

การนำนวัตกรรมที่มีกว่า 5,000 ผลงานให้มีการพัฒนาขึ้นมาจริง ๆ อาจจะมีอุปสรรคบ้างที่ทุกฝ่ายกำลังหาทางช่วยเหลือ
“จำนวนพันกว่าผลงานนี่ไปสู่การใช้ประโยชน์ได้ทุก ๆ ผลงาน อาจจะมีข้อจำกัดบางประการที่เป็นเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีบางอย่างที่อาจจะต้องใช้ต้นทุนในการพัฒนาสูง ทาง รมว.ศธ  และท่านเลขา สอศ. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในเรื่องงบประมาณขององค์กรในเรื่องพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ก็พยายามสร้างพันธมิตร
พันธมิตรที่เป็นผู้ประกอบการ จากสภาอุตสาหกรรม จากกระทรวงฯที่มีขีดความสามารถที่สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปพัฒนาเพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ก็พยายามจับมมือกับหลาย ๆ หน่วยงาน”

ส่วนของการโอนย้ายสถานศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อประโยชน์ชาติ สำนักงานวิจัยฯ ก็ยินดี
“ในอนาคตการย้ายสถานศึกษาสังกัด สช.เข้ามาสู่ สอศ. สำนักวิจัยฯ พร้อมที่จะดูแลสถานศึกษาเอกขนที่จะเข้ามาร่วมอีก 400 กว่าแห่ง เรายินดีเลย เราพร้อมด้วย...
เราจะใช้หลักการที่เราทำกับรัฐแล้วเราทำได้ผล  ให้เอกชนมาร่วมผมคิดว่าเป็นการทำงานในเชิงสร้างสรรค์ ท้าทาย อาจจจะใหม่สำหรับการศึกษาภาคเอกชนในการมาร่วมในงานวิจัยและพัฒนา ผมว่าถ้ามาสักระยะก็ปรับตัวได้นี่ เผลอ ๆ ภาครัฐเองอาจจะมีคู่แข่งที่น่ากลัวเพราะภาคเอกชนมีอิสระที่จะคิดจะทำแล้วก็มาความสามารถและมีแหล่งทุนมากกว่าภาครัฐด้วยซ้ำไป
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีที่เอกชนจะเข้ามาในส่วนของการวิจัยพัฒนาในส่วนนวัตกรรม รวมถึงวิจัยอื่น ๆ ด้วยเพราะเราเชื่อว่าถ้าภาพรวมเราทำแบบนั้นแล้วนี่ จะทำให้ภาพรวมของการพัฒนาอาชีวศึกษาก้าวหน้าไปด้วย
เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนและการพัฒนากำลังคน เพื่อการพัฒนาประเทศก็จะดียิ่งขึ้น พัฒนายิ่งขึ้นแล้วก็มีเอกภาพในเชิงนโยบาย มีนโยบายเดียวกันมีผู้บังคับบัญชาคนเดียวกัน ควบคุมคุณภาพมาตรฐานเดียวกัน
ก็นำไปสู่แนวทางการพัฒนากำลังคนไปสู่แนวทางเดียวกันด้วย
ปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในเมื่อเรามาอยู่บ้านเดียวกันแล้วนี่ มีผู้ปกครอง คุณพ่อ คุณแม่คนเดียวกันนะครับปัญหาการทะเลาะวิวาทต่าง ๆ ก็จะลดน้อยลง...
ถ้าอาชีวศึกษาเอกชนเข้ามาร่วมกับเราแล้ว ใช้กระบวนการเดียวกับเราในการช่วยเหลือนักเรียนก็จะทำให้คุณภาพอันพึงประสงค์ จิตนิสัยต่าง ๆ เป็นไปในทางเดียวกัน แล้วเราก็มาช่วยกันปรับมาพัฒนาตรงนี้มันก็ยิ่งทำให้คุณภาพคนที่เราจะทำให้คนออกไปสู่สังคมนี่มีคุณภาพมากเท่าเทียมกันมากขึ้น”

ประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ระดับชาติ คือ ความภูมิใจของชาวอาชีวศึกษา

สำหรับผลงานที่เป็นรูปธรรมของนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียนอาชีวศึกษา สุดท้ายสุดยอดของผลงานจะมาร่วมประกวดในงานประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ซึ่งประจำปีการศึกษา 2558 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 21 กุมภาพันธ์ 2559  ณ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
“งานนี้ถือว่าป็นงานที่ใหญ่ที่สุดของอาชีวศึกษามากที่สุดงานหนึ่งที่จะแสดงผลงานของนักประดิษฐ์อาชีวะศึกษาซึ่งถือว่าเป็นนักประดิษฐ์ที่ได้รับการยอมรับในสังคมปัจจุบัน
เราจะมีผลงานการประดิษฐ์ที่ได้รับจากคัดเลือกจากระดับภาคทั่วประเทศมากกว่า 400 ผลงาน ถือว่าเป็นผลงานสุดยอดระดับภาคมา มาประกวดแข่งขันกันหาสิ่งที่ดีที่สุด หาผลงานที่สุด ซึ่งเรามีรางวัลให้กับนักประดิษฐ์ครั้งนี้มากมาย
...ท่านที่เข้ามาเยี่ยมชมผลงานเราก็จะได้รับชมความแปลกใหม่ เพราะนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้เป็นเรื่องใหม่ที่ บรรยากาศการส่งเข้าประกวดปีหน้าดีกว่าปีที่แล้วเยอะ เพราะว่าสิ่งที่เรากำหนดนโยบายหรือแนวทางให้แก่นักประดิษฐ์ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา
ในปีนี้ก็คือว่าสิ่งประดิษฐ์ที่จะเข้ามาสู่ระบบคัดเลือก เพื่อจะสรรหาในสิ่งที่ดีสุดในปีนี้ก็คือต้องเป็นสิ่งที่ใหม่ไม่ซ้ำอันเดิม หรือจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ต่อยอดอันเดิมให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเพื่อเป็นเวอร์ชั่นใหม่ ๆ
เท่าที่ผมไปสัมผัสระดับภาคเกือบทุกภาคก็ได้เห็นผลงานที่ อะแมซิ่งเหมือนกันก็คือใหม่ ๆ เยอะแล้วก็ อะไรบางอย่างที่ตอบโจทย์สังคม ตอบโจทย์ชุมชนก็มีมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันเราเน้นการดูแลผู้สูงอายุ คือเราต้องมีนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยผู้สูงอายุในการดำรงชีพ ให้มีชีวิตที่ยั่งยืนและสุขภาพที่แข็งแรง ปีหน้าเราก็มีสิ่งประดิษฐ์ประเภทนี้เข้ามาก็เข้ามาตอบโจทย์สังคม เป็นหัวข้อที่เรากำหนดเปนแนวทางขึ้นมาเพราะว่าเป็นหัข้อที่เราเอามาจากความต้องการของสังคม โดยสภาอุตสาหกรรมเป็นคนกำหนดโจทย์ประเด็นนี้ขึ้นมาว่าอย่างได้สิ่งประดิษฐ์ที่เป็นการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ เพราะว่าผู้สูงอายุเดี๋ยวนี้มากขึ้น การดูแลสุขภาพยังเหมือนเดิมอยู่ทำอย่างเราจะช่วยผู้สูงอายุเหล่านนี้ได้มีเครื่องอำนวยความสะดวก ในการดำรงชีพให้ปกติเหมือนคนเทั่ว ๆ ไป ให้มีชีวิตที่ยืนยาวต่อไปได้”