วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

“กริยาบุญ” ที่คุณครูร่วมสร้าง ณ ร.ร.วัดหนามแดง

การมาเยือนวัดหนามแดง จังหวัดสมุทรปราการ พลาดไม่ได้ที่จะเข้าสักการะหลวงพ่อบุญเหลือ พระประธานปางมารวิชัยในอุโบสถวัดหนามแดง อำเภอบางพลี ​
 เพียงเพ็ญ สุรารักษ์  ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนามแดง(เขียวอุทิศ)  

​วัดนี้ที่ตั้งอยู่ริมคลองสำโรง  มีสะพานข้ามคลองในเชื่อมต่อกับถนนเทพารักษ์ภายในวัด
เมื่อเดินย้อนมาทางถนนเทพารักษ์ เราก็เจอ โรงเรียนวัดหนามแดง (เขียวอุทิศ) อ.บางพลี  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สถานศึกษาแห่งนี้สร้างเต็มพื้นที่  6 ไร่ จากที่ดินสังฆมณฑลเนื้อที่กว่า 15 ไร่  ของวัดหนามแดง โดยแบ่ง 2 ส่วนโดยมีการบริจาคให้ทางราชการ คือ โรงเรียนระดับประถมศึกษา และสถานีอนามัย

เมื่อเดินผ่านลานกีฬาอเนกประสงค์ไปด้านหน้าโรงเรียน เพื่อไปสักการะ พระพุทธโลกนาถประสาทธรรม  ประชาบพิตร  ที่ประดิษฐาน ในวิหารจตุรมุข เป็นพระประจำโรงเรียน
...เดินผ่านน้อง ๆ หนู ๆ นักเรียนตัวน้อยย่อตัวเคารพ แล้วทักทายยกมือไหว้ อย่างเป็นปกติธรรมดา รับแขกผู้มาเยือน
ที่หน้าพระพุทธรูปประจำโรงเรียนฯ เราได้พบ ชลอ  มั่นฤทธิ์  รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทั่วไป/วิชาการ วัดหนามแดง (เขียวอุทิศ) บอกกับเราอย่างภูมิใจว่าที่เห็นนั่นคือ
“กริยาบุญให้เห็น ซึ่งนักเรียนโรงเรียนวัดหนามแดงทุกคนจะมีพฤติกรรมและนิสัยนี้ติดตัวไป”
ก่อนจะออกตัวว่า สำหรับอาคารสถานที่นี่แล้วไม่ได้ร่มรื่น เพราะพื้นที่จำกัด คับแคบ
“ถ้าเอาภูมิทัศน์ของสถานศึกษามาเป็นตัววัดรางวัลต่าง ๆ เราคงไม่ได้ แต่นี่เมื่อมีการประกวดพฤติกรรม วิธีสอน วิธีปฏิบัติต่อเด็กให้อยู่ในแนวทางวิถีพุทธเราก็ทำได้แต่คิดว่าทำได้ดีด้วย”
สิ่งที่เราเห็นอาคาร สถานที่เรียนในพื้นที่ 6 ไร่ ตั้งอยู่ในธรณีสงฆ์ นี่คือเอาคารเรียน  จำนวน 2 หลัง พ.ศ. 2527  ได้งบประมาณของทางราชการมาสร้างอาคารเรียนแบบ 017ใช้ชื่ออาคารเรียนว่า  “เรือนพินิจประชาสรรค์” พ.ศ. 2529 ได้รับงบประมาณจาก สปจ.สมุทรปราการ   ก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์แบบสปช 1 หลัง สร้าง พ.ศ. 2534  ได้รับงบประมาณจากสปจ.สมุทรปราการ   ก่อสร้างอาคารเรียนหลังที่ 4   แบบสปช. 2/28  จำนวน 1 หลัง  3 ชั้น  9  พ.ศ. 2539  ได้รับงบประมาณจาก สปจ.สมุทรปราการ สร้างอาคารเรียนแบบ สปช. 2/28  จำนวน 1 หลัง อาคาร 3 ชั้น 9 ห้องเรียน  พ.ศ. 2542  ได้รับเงินบริจาคจากเอกชนเป็นอาคารเรียน  2 ชั้น  10 ห้องเรียนราคา 2,950,000 บาท  พ.ศ. 2547- 2549  ได้รับงบประมาณจาก  อบต.บางแก้วในการสร้างรั้วรอบบริเวณโรงเรียน และพ.ศ. 2551ได้รับงบประมาณจาก  อบต.บางแก้วในการสร้างลานกีฬาอเนกประสงค์

ผู้บริหารมาสร้างความเปลี่ยนแปลง

แม้นสถานที่จะแออัดแต่เมื่อ เพียงเพ็ญ สุรารักษ์  ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนามแดง(เขียวอุทิศ)  มารับตำแหน่งก็สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อจะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน
“...เริ่มต้นจากปรับพื้นที่จำกัดนี้ให้เข้าเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดไว้ อย่างสถานที่ห้องเรียน  ทุกห้องเรียน จะต้องมีพระพุทธรูป ต้องมีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ในห้องเรียน
ก่อนหน้านี้เรามีแต่ไม่ครบทุกห้องแล้วก็ เราก็ขอบริจาค จากนั้นก็ครบ เพราะฉะนนั้นเด็กเข้าไปในห้องก็ต้องนั่งสมาธิก่อนเรียน แล้วก็เรื่องสวมชุดขาว เป็นการสร้างบบรยากาศ ที่เหนว่าสวมชุดขาวแล้วไม่ได้อะไรมันไม่ใช่  แต่จิตใจต้องบริสุทธิ์
เด็กก็คือผ้าขาว  เราก็บอกเขาว่าหนูแต่งชุดขาวนะคะ  ต่อไปเวลาจะวิ่งจะเดิน ระวังเลอะเทอะชุดขาวบริสุทธิ์ ก็บอกไปพยายามสร้างบรรยากาศเขานิ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาค่อย ๆ พูด
พฤติกรรมคุณครูก็ค่อย ๆ พูดกับเด็กเขา จากคุณครูที่พูดจาเสียงดัง พูดจากโหวกเหว  หรือตีไหล่  โมโห ก็บอกคุณครูเพลา ๆ ลอง ลองดูซิว่าประสบความสำเร็จได้ครูที่นี่ได้จริง ๆ ร่วมกับคุณครูและกรรมการสถานศึกษาปรับให้มันสอดรับกัน แล้วก็เริ่มทำโครงการเข้าไปสู่แผนปฏิบัติการฯ”

“ก่อนหน้านี้ ที่นี่เขาก็เคยเสนอโรงเรียนวิถีพุทธเหมือนกันแต่ไม่ได้จริงจังมากมาย พอตัวเองมา ก็คิดว่าจากประสบการณ์ที่เราบริหารโรงเรียนเดิม (โรงเรียนชุมชนวัดบ้านระกาศ อำเภอบางบ่อ )เราประสบความสำเร็จในเรื่อง แก้ปัญหาเด็กก็เลยเอาเรื่องวิถีพุทธมาใช้”

ทั้งนี้ความสำเร็จจากความร่วมมือทำงานการปฏิสัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา ผอ.เพียงเพ็ญ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
“เราไม่คิดว่าครูเป็นลูกน้อง คิดว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นพี่เป็นน้องเพราะฉะนั้น นี่เป็นส่วนหนึ่งที่คุณครูเขาพูดนะ ว่า ผอ.ไม่เคยเรียกตัวเองว่า ผอ.เลย จะเรีบกว่าตัวเองว่าเพ็ญ  หรือ พี่
ถ้ารุ่นอายุเยอะก็หนู แต่เราก็ต้องรู้ว่าครูคนไหนจะเข้าแบบไหน ที่จะบอกให้เขาทำแบบไหน  อะไรอย่างนี้
ทุกวันนี้ถ้ามีอะไรก็ถามกัน ว่าเอาไหม เอาอย่างนี้ดีไหม พอเขาเสนอเองแล้วเขาก็รู้แนวทางดีแล้ว เขาก็จะทำไปด้วยกัน แล้วมีอะไรผิดพลาด ก็จะมาคุยกันว่าเราจะมาปรับอย่างไหนดี พอได้รับรางวัลอะไรก็มาแชร์บอกกันว่าเราประสบความสำเร็จอะไร ร่วมภาคภูมิใจด้วยกัน
...ก็ให้คุณครูได้ทราบว่าโรงเรียนเราจะไปทิศทางใดบอกกับผู้ปกครองในคราวที่ประชุม บอกครูว่าถ้าเด็กดีแล้วนี่เด็กก็จะเรียนเก่งในที่สุดอันนี้ก็เป็นธงที่สำคัญที่ให้เด็กดีมีคุณธรรมจริยธรรม
จริง ๆ ครูเขาตั้งใจทำงานมาก่อน ส่วนเราตั้งธงไว้ขายความคิดให้คุณครูให้ชัด พอชัดเจนแล้วคุณครูก็จะรู้ว่าทำอย่างไร  โดยเรากับฝ่ายบริหารค่อย ๆ เติมเต็มนะ
ทำมาจากเดิมที่เขามีอยู่แล้วกับเราที่อยู่มา 4 ปีทำนานกว่าจะได้ตรงนี้ พอได้แล้วมีโล่ห์มีเกียรติบัตรมีอะไนเราก็มาร่วมภูมิใจด้วยกัน ที่สิ่งที่เราทำมาร่วมภูมิใจ ด้วยกัน
ก็หมายถึงว่า เราประสบความสำเร็จร่วมกันแล้วพอ สพฐ. เขามาประชุมที่ มหาจุฬาฯ ที่วังน้อยก็มาดูงานที่นี่ ทาง ศน.ที่มาดูงานก็พูดให้ฟังว่า เขาเป็นอะไรบ้าง เชิญครูมาหมดเลย พอเขาพูดครูก็ดีใจ
บางคนน้ำตาซึมเลยว่า อุ้ย...เป็นแบบนี้เหรอ
เขามองดูเรา คำพูดที่ว่า  ไม่ใช่สถานที่นี่ ที่เห็น แต่เป็นตัวที่เด็ก...แล้วที่เขาชมคือ ผอ. และรองนี่เป็นประชาธิปไตย มีอะไรคุยกัน เวลาต้องปรับปรุงอะไรก็คุยทุกอย่างต้องค่อย ๆ ทำค่อย ๆ ไปด้วยกัน กับคุณครูทำไปด้วยกัน เด็กเขาก็จะได้รับรู้รับทราบไปด้วยกันอะไร...

เปลี่ยนพฤติกรรมก้าวร้าวสู่นิสัยที่พึ่งประสงค์​

จากวิสัยทัศน์ของโรงเรียนที่ว่า  “ผู้เรียน ใฝ่เรียนใฝ่รู้   มีคุณธรรม  จริยธรรม  รวมใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม   รักษ์ความเป็นไทย  เรียนรู้สู่สากล  และปฏิบัติตนตามแนวคิด  เศรษฐกิจพอเพียง”
เมื่อบริหารโรงเรียนฯ มาร่วม 4 ปี แล้ว ก็มีความภูมิใจผู้บางประการ
“ปัญหาทะเลาะชกต่อยกันที่หนามแดงที่นี่มี ...มาใหม่ๆ เด็ก ป.6 ต่อยกันแล้วก็ทะเลาะกับโรงเรียนไพรีขยาด โรงเรียนคลองบางแก้ว  ซึ่งแต่เราติดต่อแก้ปัญหากันตลอด  ทางฝ่ายบริหารก็แก้ไขกัน เพื่อแก้ปัญหาตรงนี้ ทีนี้ก็เริ่มคุยกันว่า เราต้องเริ่มให้ทำอย่างไร ก็มีความคิดร่วมกันว่า ต้องให้เด็กเป็นคนดีให้ได้
ทีนี้ทำอย่างไรละ  พอพีมีเรื่องของวิถีพุทธชั้นนำมา มี 29 ประการเราก็มาดูว่า ของเราจะ 29 ประการมีอะไรที่ยังบกพร่องอยู่บ้างก็เอามาเพิ่มเติม”
มาถึงปัจจุบัน ความภูมิใจที่ครูและบุคคลากรทำได้คือ

“...เราฝึกเด็กให้มีวินัยได้บางกิจกรรม แต่บางกิจกรรมอย่างเด็กเดินเปลี่ยนชั่วโมงยังให้ครูคุมอยู่  อยากให้เห็นเป็นวิถีชีวิตไม่จำเป็นครูต้องคุมให้เขาคุมตัวเขาเองให้ได้ อยากเห็นแบบนี้ทุกอย่างให้เป็นวิถีชีวิต
ตอนนี้ที่เป็นวิถีชีวิตที่ต้องชมมีมีน้องจอซ เป็นเด็กพิเศษ แต่เขาโตกว่าใคร แล้วเขาเป็นสารวัตรนักเรียนด้วย เช้าขึ้นมาเขามีหน้าที่เข็นถุงนมที่จะใส่ถุงขยะ แล้วจะเอานมมาแล้ววางไว้ให้เพื่อน ๆ  เขาโตที่สุดแต่เขาเป็นเด็กพิเศษ ร่างกายเดินแล้วเป๋ แต่เมื่อเขายกบ่อย ๆ เขาจะดีขึ้น อันนี้เป็นวิถีชีวิตที่ดีแล้วเด็กต้องตั้งใจทำงาน
อีกเรื่องคือการทำความสะอาด ถึงเวลาเพลงจากห้องกระจายเสียงดังขึ้น นักเรียนก็ไปทำความสะอาดตามหน้าที่  ครูไม่ต้องคุม โดยเฉพาะตรงโดมลานกีฬาอเนกประสงค์นี่  ถึงเวลาก็ที่จะเอาเชือกพันรอบเลยไม่ให้เด็กเดินผ่าน แล้วก็จะเอาถังน้ำมาถู โดยที่ครูไม่มี
ซึ่งถ้าครูไม่มี ไม่คุมถือว่าสุดยอดของความรับผิดชอบของเด็ก”

ข้อคิดสุดท้ายก่อนลาของ ผอ.เพียงเพ็ญ บอกว่าขอปวารณาตัวว่าอยากบริหารที่นี่จนกว่าจะเกษียณในปี 2563  ...ก็มีคำถามต่อว่าอะไรที่ยังคาใจ ฐานะผู้บริหารฯว่าน่าจะทำให้เเสร็จก่อนเกษียณ
“...การมีส่วนร่วมของชุมชนยังไม่เต็มร้อย ตอนนี้ทุกวันศุกร์มีผู้ปกครองมาใส่บาตรด้วยแค่เริ่มอนุบาล เป็นเจ้าภาพเดือนนี้ และ ป.1-2-3-4 ตอนนี้ถึง ป.4  ก็ยังมาบ้างไม่มาบ้างผู้ปกครองร่วมน้อย
อีกเรื่องคือการดึงบุคคลที่มีคุณค่า เป็นภูมิปัญญาจากชุมชน ผู้มีความสามารถ ประสบความสำเร็จในชีวิต มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในตอนบ่ายก็ไม่ค่อยมี คือวันศุกร์จะมีการสวดมนต์ตอนเย็น เราจะเชิญให้เขามาพูดเดือนละครั้งนี้ แต่ที่ดำเนินการอยู่แต่ยังไม่ถือประสบความสำเร็จ...” 

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

ด่วน รายชื่อศึกษาธิการภาคตาม มาตรา 44 พร้อมเขตรับผิดชอบ

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559  พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค รองศึกษาธิการภาค และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง จัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง 18 ภาค 

ดังนั้นขอคำสั่งหลาย ๆ คำสั่งของ รมว.ศธ. ออกมาได้ดังนี้ ว่าใครเป็นผู้บริหารท่านใดบ้าง  
นายพิษณุ ตุลสุข  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 17  

สำนักงานศึกษาธิการภาค 1 ที่ตั้งจังหวัดปทุมธานี
รับผิดชอบ  นนทบุรี  ปทุมธานี  พระนครศรีอยุธยา สระบุรี
นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง)  ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 1
นายนิธิบดี เที่ยงวรรณกานต์  (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 1

สำนักงานศึกษาธิการภาค 2 ที่ตั้งจังหวัดปทุมธานี
รับผิดชอบ  นนทบุรี  ปทุมธานี  พระนครศรีอยุธยา สระบุรี
นายอนันต์ ระงับทุกข์  ผู้ตรวจราชการกระทรวง / ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการ 2   
นางวัลลีย์ ศรีรัตน์  นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งนักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ / ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 2

สำนักงานศึกษาธิการภาค 3 ที่ตั้งจังหวัดฉะเชิงเทรา (สพม. เขต 6)
รับผิดชอบ ฉะเชิงเทรา นครนายก  ปราจีนบุรี  สมุทปราการ สระแก้ว
นางจินตนา มีแสงพราว  (รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 3  
นายธีรวัฒน์ วรรณนุช  (ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 6) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 3

สำนักงานศึกษาธิการภาค 4 ที่ตั้งจังหวัดราชบุรี
รับผิดชอบ กาญจนบุรี  นครปฐม  ราชบุรี  สุพรรณบุรี
นายกฤตชัย อรุณรัตน์  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 4
นายสมศักดิ์ เรืองสุวรรณ  (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 4

สำนักงานศึกษาธิการภาค 5 ที่ตั้งจังหวัดเพชรบุรี (สพม.10)
รับผิดชอบ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี  สมุทรสงคราม สมุทรสาคร
นายศรีชัย พรประชาธรรม  (รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 5  
ว่าที่ ร.อ.วิสาร ปัญญชุณห์  (ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต เขต 10)  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค  5

สำนักงานศึกษาธิการภาค 6 ที่ตั้งจังหวัดสงขลา
รับผิดชอบ สงขลา นครศรีธรรมราช  พัทลุง  สุราษฏร์ธานี
นางเสาวนีย์ พนัสสรณ์  (รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 6
นายพัฒนา ชมเชย  (นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งนักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ)  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค  6

สำนักงานศึกษาธิการภาค 7 ที่ตั้งจังหวัดภูเก็ต 
รับผิดชอบ ภูเก็ต กระบี่  ตรัง  พังงา  ระนอง
นางสุจิตรา พัฒนะภูมิ  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 7
นายสมพร ฉั่วสกุล  (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 7

สำนักงานศึกษาธิการภาค 8 ที่ตั้งจังหวัดยะลา
รับผิดชอบ นราธิวาส  ปัตตานี  ยะลา  สงขลา  สตูล
นายวีระกุล อรัณยะนาค  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค  8
นายศราวุธ อรรถานุรักษ์  (นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งนักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 8

สำนักงานศึกษาธิการภาค 9 ที่ตั้งจังหวัดชลบุรี
รับผิดชอบ จันทบุรี  ชลบุรี  ตราด  ระยอง
นางนิตย์ โรจน์รัตนวาณิชย์  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค  9   
นายสมบูรณ์ อรุณพงษ์  (นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งนักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ)  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค  9

สำนักงานศึกษาธิการภาค 10  ที่ตั้งจังหวัดอุดรธานี
รับผิดชอบ บึงกาฬ  หนองคาย  หนองบัวลำภู  อุดรธานี
นายชาญวิทย์ ทับสุพรรณ  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 10  
นายประหยัด พิมพา  (นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งนักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 10

สำนักงานศึกษาธิการภาค 11  ที่ตั้งจังหวัดสกลนคร (สพม.23)
รับผิดชอบ นครพนม  มุกดาหาร  สกลนคร
นายอำนาจ วิชยานุวัติ  (ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค ภาค 11  นายเสถียร แสนอุบล  (ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 23) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค  11

สำนักงานศึกษาธิการภาค 12  ที่ตั้งจังหวัดขอนแก่น (สพม.25)
เขตรับผิดชอบ  ขอนแก่น  กาฬสินธุ์  ขอนแก่น  มหาสารคาม  ร้อยเอ็ด
นายประเสริฐ หอมดี  (รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย) 
ปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 12  นายกิตติ บุญเชิด  (ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 25)  ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 12

สำนักงานศึกษาธิการภาค 13  ที่ตั้งจังหวัดอุบลราชธานี  
เขตรับผิดชอบ อุบลราชธานี ยโสธร  ศรีสะเกษ  อำนาจเจริญ  
นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 13
นายสำเภา สมบูรณ์  (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 13

สำนักงานศึกษาธิการภาค 14  ที่ตั้งจังหวัดนครราชสีมา 
เขตรับผิดชอบ นครราชสีมา  ชัยภูมิ  บุรีรัมย์  สุรินทร์
นายอรรถพล ตรึกตรอง  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 14
นายสมเกียรติ แถวไธสง  (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 14

สำนักงานศึกษาธิการภาค 15  ที่ตั้งจังหวัดเชียงใหม่
เขตรับผิดชอบ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน  ลำปาง  ลำพูน
นายประเสริฐ บุญเรือง  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 15
นายประเทือง ทรัพย์เกิด  (นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งนักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 15

สำนักงานศึกษาธิการภาค 16 ที่ตั้ง จังหวัดเชียงราย (สพม 36)
รับผิดชอบ เชียงราย  น่าน  พะเยา  แพร่ 
นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์  (ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค  
นายคำจันทร์ รัตนอุปการ  (ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 36) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 16

สำนักงานศึกษาธิการภาค 17 ที่ตั้ง จังหวัดพิษณุโลก
รับผิดชอบ พิษณุโลก  เพชรบูรณ์  สุโขทัย  อุตรดิตถ์ 
นายพิษณุ ตุลสุข  (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 17  
นายวีระ เมืองช้าง  (นักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการภาค 17  

สำนักงานศึกษาธิการภาค 18 ที่ตั้ง จังหวัดกำแพงเพชร  (สพม.41)
รับผิดชอบ  กำแพงเพชร  นครสวรรค์  พิจิตร  อุทัยธานี
นางสาวอุษณีย์ ธโนศวรรย์  รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากร / ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค ภาค 18   
นายสงวนศักดิ์ เศรษฐีธัญญาหาร  (ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 41) ปฏิบัติหน้าที่รองศึกษาธิการ ภาค 18

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

ความเห็นต่อคำสั่งคสช.เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค

จาตุรนต์ ฉายแสง‬ ‪
จาก fb : Chaturon Chaisang


‘เด็ดขาดรวดเร็ว’ จะกลายเป็น ‘ช้าและยุ่งเหยิง’

การออกคำสั่งนี้น่าจะเกิดจากเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบงานและต้องการแก้ปัญหาที่มีอยู่

แต่คำสั่งนี้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการศึกษาหรือมีงานวิจัยใดๆ มารองรับ แต่น่าจะมาจากการคุยกันไม่กี่คนโดยขาดการปรึกษาหารือผู้เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งผู้ที่เสนอและผู้ออกคำสั่งขาดความเข้าใจต่อความซับซ้อนของการจัดการศึกษาและขาดความรู้ความเข้าใจต่อประวัติศาสตร์ความเป็นมาของปัญหาการจัดการศึกษาในต่างจังหวัดด้วย จึงทำให้แก้ไม่ถูกจุดและจะยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น ทำให้การปฏิรูปการศึกษาที่ไม่มีวี่แววอยู่แล้วยิ่งไม่เกิดขึ้น

ปัญหาใหญ่ คือ เป็นการเลือกทำในเรื่องที่ยังไม่ควรรีบทำ ...ส่วนเรื่องที่ควรทำกลับไม่ทำ 

การเปลี่ยนโครงสร้างจะทำให้บุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบจะต้องสาละวนกับเรื่องโครงสร้าง ทำความเข้าใจต่อระบบใหม่ เป็นกังวลต่อผลกระทบที่จะตามมาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และเส้นทางความก้าวหน้าตำแหน่งจนไม่สนใจการปฏิรูปการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องหลักสูตร การเรียนการสอน และการพัฒนาครูที่ต้องการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการทำแบบ ‘กลับหัวกลับหาง’ คือ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระดับรองก่อนการเปลี่ยนแปลงในภาพรวมที่ก็ยังไม่มีความชัดเจน ผู้เกี่ยวข้องมองไม่เห็นภาพรวม สับสน และขาดความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่จะตามมา

โครงสร้างใหม่นี้จะกระทบวิทยาลัยและโรงเรียนทุกสังกัด มีผลต่อการทำงานของเขตพื้นที่และเขตมัธยมศึกษาอย่างแน่นอน เนื่องจากผอ.เขตจะไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายใด ๆ และอำนาจการสั่งการก็ไปอยู่ที่ศึกษาธิการจังหวัดที่จะต้องสั่งการและกำกับสถานศึกษาในทุกสังกัดทั้งจังหวัด

...เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คงต้องการให้เกิดความเป็นเอกภาพในระดับจังหวัด แต่การมีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ดูจากองค์ประกอบแล้วจะมีปัญหาการขาดความเข้าใจต่อการจัดการศึกษาหรือมีความเข้าใจที่ต่างๆกันไป จึงไม่แน่ว่าจะเกิดเอกภาพจริง

ระบบนี้ไม่มีหลักประกันว่าการแต่งตั้งโยกย้ายที่มีปัญหามาตลอดจริงจะดีขึ้น มีความเสี่ยงที่การจัดการศึกษาจะอยู่ใต้ระบบอำนาจมากไป โรงเรียนไม่ได้มีอิสระมากขึ้น และครูอาจจะมีเวลาอยู่กับนักเรียนน้อยลงไปอีก เพราะต้องรับคำสั่งหลายหน่วยงาน คล้ายกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน

ปัญหาใหม่และใหญ่มากที่จะเกิดขึ้น ก็คือ การขาดความเป็นเอกภาพในระดับประเทศ จังหวัดต่างๆ อาจจะกำหนดทิศทางที่แตกต่างกันไปคนละทิศละทาง แม้จะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนในระดับภูมิภาคที่รัฐมนตรีเป็นประธานคอยกำกับ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งสังกัดกระทรวงมหาดไทยก็อาจไม่ฟังรัฐมนตรีศึกษาก็ได้

การออกคำสั่งครั้งนี้ต้องการให้เกิดสายบังคับบัญชา ดูเหมือนรวดเร็วเด็ดขาด แต่เมื่อขาดวิสัยทัศน์ ความเข้าใจ และไม่ฟังความให้รอบด้านแล้ว

ที่ว่า ‘รวดเร็ว’ กลับจะยิ่งช้า คือ จะทำให้โอกาสในการปฏิรูปการศึกษาจะล่าช้าออกไป 

ที่ว่า ‘เด็ดขาด’ ก็กลับจะกลายเป็นการทำให้โกลาหลและยังอาจเป็นความเสียหายต่อการศึกษาของชาติไปอีกนาน

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

ยินดีกับตำแหน่งทางวิชาการที่ ก.พ.อ. อนุมัติ

ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ครั้งที่ 9/2558 เมื่อวันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2558 ซึ่งมีนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม ได้รับทราบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น คือ 

ศาสตราจารย์วรพงษ์ มนัสเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่ง
ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง ในสาขาวิชาตจวิทยา (โรคผิวหนัง) มหาวิทยาลัยมหิดล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ 60 ราย  รองศาสตราจารย์ 29 ราย  ศาสตราจารย์ 13 ราย  ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง 1 ราย การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น

แยกเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเดิม 33 ราย มหาวิทยาลัยราชภัฏ 14 ราย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 13 ราย และรองศาสตราจารย์ จำนวน 29 ราย แยกเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเดิม 25 ราย มหาวิทยาลัยราชภัฏ 2 ราย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 2 ราย ดังนี้

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
1.  น.ส.ธิดาสิริ ภัทรากาญจน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / สถาปัตยกรรม
2.  น.ส.ปาหนัน เริงสำราญ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จุลชีววิทยา
3.  นายไพรัช ตั้งพระประเสริฐ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเครื่องกล
4.  นางทรรศนีย์ พฤกษาสิทธิ์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
5.  นส.ชัญญาพันธ์ วิรุฬห์ศรี  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเครื่องกล
6.  ผศ.ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์  รองศาสตราจารย์ / ดุริยางคศิลป์
7.  ผศ.ปฏิภาณ ปัญญาพลกุล  รองศาสตราจารย์ / วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
8.  ผศ.ณัฐพร พานโพธิ์ทอง รองศาสตราจารย์ / ภาษาไทย
9.  ผศ.พรชนก คัมภีรยส คูเวนเบิร์ค  รองศาสตราจารย์ / เศรษฐศาสตร์
10. ผศ.อาภาณี เหลืองนฤมิตชัย  รองศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีปิโตรเคมี
11. ผศ.ศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์  รองศาสตราจารย์ / วิศวกรรมโยธา
12. ผศ.อังคีร์ ศรีภคากร  รองศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเครื่องกล
13. ผศ.ฐิติวดี ชัยวัฒน์  รองศาสตราจารย์ / การประกันภัย
14. ผศ.วิบูลย์ลักษณ์ พึ่งรัศมี  รองศาสตราจารย์ / วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
15. นายอภิชาต ตะลุณเพธย์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เศรษฐศาสตร์เกษตร
16. น.ส.วรรณี อึ้งสิทธิพูนพร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ศึกษาศาสตร์
17. นางอำไพ ทองธีรภาพ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / สถิติ
18. ผศ.เสาวลักษณ์ กู้เจริญประสิทธิ์  รองศาสตราจารย์ / เศรษฐศาสตร์

 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
19. นายอนุชา แสงรุ่ง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมไฟฟ้า
20. น.ส.ขนิษฐา หมู่โสภิญ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีชีวภาพ
21. นางลัฆวี ปิยะบัณฑิตกุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / การพยาบาล
22. นายพีรพงศ์ กุประดิษฐ์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ทันตกรรมหัตถการ
23. นส.รัตนภรณ์ ลีสิงห์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จุลชีววิทยา
24. นส.ปิยะดา ส่งเสริมสกุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / พิษวิทยา
25. ผศ.สุวรรณี วิษณุโยธิน  รองศาสตราจารย์ / กุมารเวชศาสตร์
26. ผศ.วัณทนา ศิริธราธิวัตร  รองศาสตราจารย์ / กายภาพบำบัด

 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
27. นายสุชาติ หินมะลิ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ภาษาอังกฤษ
28. ผศ.อาทิตย์ พวงมะลิ  รองศาสตราจารย์ / กายภาพบำบัด

 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
29. นางสุวรรณา โควะวินทวีวัฒน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เทคนิคการแพทย์

 มหาวิทยาลัยนเรศวร
30. น.ส.ชื่นจิตร กองแก้ว  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เภสัชศาสตร์
31. น.ส.สมลักษณ์ วรรณฤมล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมอุสาหการ
32. น.ส.ละออ ชมพักตร์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / พยาธิวิทยากายวิภาค

 มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
33. นส.มุสลินท์ โต๊ะกานิ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / การพยาบาล

 มหาวิทยาลัยบูรพา
34. นางอัครา ธรรมมาสถิตย์กุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีสารสนเทศ

 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
35. น.ส.รักฤดี สารธิมา  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ชีวเคมี
36. นางวนิดา ไทรชมภู  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เภสัชศาสตร์
37. ผศ.อาณัติ จันทร์ถิระติกุล  รองศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีการผลิตสัตว์

 มหาวิทยาลัยมหิดล
38. น.ส.ทิพนาถ วิชญาณรัตน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ทันตกรรมชุมชน
39. น.ส.สายพิณ เมืองแมน  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิสัญญีวิทยา
40. นายนาวิน ห่อทองคำ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จุลชีววิทยา
41. ผศ.อุษาวดี อัศดรวิเศษ  รองศาสตราจารย์ / พยาบาลศาสตร์
42. ผศ.กุลภา ศรีสวัสดิ์  รองศาสตราจารย์ / เวชศาสตร์ฟื้นฟู
43. ผศ.พูนพิลาส หงษ์มณี  รองศาสตราจารย์ / พยาธิวิทยา
44. ผศ.ธีรพงษ์ กระแจะจันทร์  รองศาสตราจารย์โดยวิธีพิเศษ / พยาธิวิทยาคลินิก

 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
45. นายประชา บุณยวานิชกุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเครื่องกล
46. ผศ.ธาวุฒิ ปลื้มสำราญ  รองศาสตราจารย์ / พลศึกษา
47. ผศ.วีณา เสียงเพราะ  รองศาสตราจารย์ / เคมี
48. ผศ.พัชรินทร์ แสงจารึก  รองศาสตราจารย์ / พยาธิวิทยา

 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
49. นายประสพชัย วิริยะศรีสุวัฒนา  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ฟิสิกส์

 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
50. นางสุพัชรินทร์ พิวัฒน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ทันตแพทย์ศาสตร์
51. นางวิลาวัณย์ ทองเรือง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เภสัชศาสตร์
52. ผศ.เจษฎี แก้วศรีจันทร์  รองศาสตราจารย์ / เภสัชศาสตร์
53. ผศ.วรัญญู ศรีเดช  รองศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีวัสดุภัณฑ์

 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
54. น.ส.ปรียาภรณ์ เจริญบุตร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
55. นายสำเริง ชื่นรังสิกุล  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / คณิตศาสตร์

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
56. น.ส.มนฤดี ผ่องอักษร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เคมี
57. ผศ.โกวิทย์ ปิยะมังคลา  รองศาสตราจารย์ / เคมี
58. ผศ.อนุรักษ์ ปิติรักษ์สกุล  รองศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเคมี

 สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
59. นายชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมไฟฟ้า
60. นางณาวดี ศรีศิริวัฒน์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเคมี

 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
61. นางปิยพร ศรีสม  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เคมี
62. ผศ.เพ็ญพิศุทธิ์ ใจสนิท  รองศาสตราจารย์ / จิตวิทยา

 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
63. นายณัฐชัย พงษ์พานิช  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / บริหารธุรกิจ

 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
64. นางจันทร์เพ็ญ แสงอรุณ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จิตวิทยา
65. นางศศิธร สังข์ประสิทธิ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จิตวิทยา
66. นายประกอบ ใจมั่น  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / การจัดการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา

 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
67. นายธงรบ ขุนสงคราม  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ดนตรี
68. ผศ.อาลัย จันทร์พาณิชย์  รองศาสตราจารย์ / ภูมิศาสตร์

 มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
69. น.ส.บุษบาวดี พุทธานุ  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เคมี
70. ผศ.สังคม พรหมศิริ  รองศาสตราจารย์ / นาฏศิลป์

 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
71. นางเกษรา โพธิ์เย็น  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / การบริหารทรัพยากรมนุษย์
72. น.ส.นภาพร แก้วดวงดี  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ชีววิทยา

 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
73. นางอรนุช จินดาสกุลยนต์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ /เทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิต

 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
74. น.ส.สุนทรีย์ สุรศร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / พืชศาสตร์

 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
75. นายกฤษฎา พิณศรี  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ศิลปกรรม
76. น.ส.ศศิวรรณ พชรพรรณพงษ์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / หลักสูตรและการสอน

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
77. นายจักรี ศรีนนท์ฉัตร  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม

78. นายชัยรัตน์ หงษ์ทอง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / เทคโนโลยีอุตสาหการ

79. นางสานิตย์ดา เตียวต๋อย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเกษตร

80. นางสุธีลักษณ์ นิติธรรม แก่นทอง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / การจัดการ

81. นายเกรียงไกร แซมสีม่วง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเกษตร

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

82. ผศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์  รองศาสตราจารย์ / มานุษยวิทยา

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

83. นายพัลลภ วังบอน  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ศิลปะภาพพิมพ์

84. นายฐิติพันธ์ จันทร์หอม  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / จิตรกรรม


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

85. ผศ.เกชา คูหา  รองศาสตราจารย์ / สัตวศาสตร์

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

86. นางพรโพยม วรเชฐวราวัตร์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวกรรมเครื่องนุ่งห่ม

 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

87. น.ส.พิมพ์พรรณ อำพันธ์ทอง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / สถิติ


 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

88. นายวสันต์ ศรีเมือง  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / วิศวรกรรมเครื่องกล

89. นางยุพาภรณ์ พิริยศิลป์  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ / ภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ ที่ประชุมให้ความเห็นชอบให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งศาสตราจารย์ จำนวน 13 ราย จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 1 ราย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3 ราย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 ราย, มหาวิทยาลัยมหิดล 2 ราย, มหาวิทยาลัยขอนแก่น 3 ราย, มหาวิทยาลัยรามคำแหง 1 ราย

และได้อนุมัติกำหนดตำแหน่ง ศาสตราจารย์วรพงษ์ มนัสเกียรติ ให้ดำรงตำแหน่ง
ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง ในสาขาวิชาตจวิทยา (โรคผิวหนัง) มหาวิทยาลัยมหิดล

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

สระยายโสมวิทยา ...ธรรมสะท้อนแสงแห่งท้องทุ่งสุพรรณ

วิชญะ  คุรุพิทักษ์ : เรื่อง / Fadhill Creative Studio  : ภาพ


เสียงสวดสรภัญญะบูชาพระรัตนตรัยในพระพุทธศาสนาดังมาแต่ไกล เมื่อมองผ่านรั้วโรงเรียนเข้า พบคณะครูโรงเรียน นักเรียนนั่งเรียบร้อย เสื้อขาวสำหรับใส่วันพระใส่มาอย่างพร้อมเพรียง

เสื้อสีขาวตัดพื้นหญ้าสีเขียวเย็นตา ...ผสานแสงระยับของน้ำค้างกระทบเหลี่ยมของแสงแดดยามเช้า สะท้อนราวเกล็ดแก้ว
คณะผู้เขียนงเราก้าวลงมาได้สัมผัสลมเย็นต้นฤดูหนาว ก่อนจะสืบความเป็นไปของโรงเรียนที่สอนศิษย์ให้สนใจใฝ่ธรรม 

การเดินมาที่นี่ใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ ด้วยระยะประมาณ 100 กิโลเมตร  ก็มาถึง โรงเรียนสระยายโสมวิทยา อำเภออู่ทอง  จังหวัดสุพรรณบุรี

เกียรติคุณของ “โรงเรียนสระยายโสมวิทยา” ที่นี่คือเป็นโรงเรียน 1 ใน 27 โรงเรียนทั่วประเทศที่ได้รับรางวัลโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน รุ่นที่ 1 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ส่งเสริมการสอนตามแนววิถีพุทธมาร่วม 30 ปี

บุคคลในท้องถิ่นและเป็นครูมาร่วม 40 ปี อย่าง ครูรักดี สามงามน้อย ครูชำนาญการพิเศษ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ดูจะเป็นครูที่ย้อนปูมหลังของความสำเร็จในวันนี้ได้ดี

 ดร.ศรายุทธ  รัตนปัญญา ผู้อำนวยการโรงเรียนสระยายโสมวิทยา 
“...เราสอนคุณธรรมจริยธรรมเมื่อปี 2530 กว่า ๆ ในปีนั้นเราเริ่มเข้าค่ายพุทธบุตรเป็นค่ายเล็ก ๆ ซึ่งไม่ได้ลงทุน ก็ขอเรียนผู้ปกครองนำไข่คนละ 2 ใบ เราก็ดำเนินการ ขณะนั้น สพฐ. ยังไม่ได้ดำเนินการวิถีพุทธเลย แล้วเราก็ดำเนินจากปีนั้นจนถึงปีนี้ เป็นการเข้าค่ายพุทธธรรมที่ส่งเสริมจริยธรรมของเด็กอย่างยั่งยืน”

นั่นก็แสดงถึงความเอาใจใส่ของครูที่มีต่อศิษย์ ในโรงเรียนจนเมื่อมีเกณฑ์รางวัลต่างเข้ามาก็สามารถนำไปปรับได้อย่างกลมกลืน

“...คิดว่า เรามาจากความยั่งยืนที่เราสะสมมาเรื่อย ๆ เราใช้ระยะเวลาบ่มเพาะเด็กให้เป็นต้นกล้าที่แข็งแรง แล้วก็ให้ร่วมเงากับสังคมได้ แบบต่อเนื่องไม่ทิ้งช่วงจากรุ่นหนึ่ง สู่รุ่นหนึ่ง โดยที่เราไม่เคยละเลยเราดูแลยังใกล้ชิด น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราได้รับรางวัลโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน”

ด้าน ดร.ศรายุทธ  รัตนปัญญา ผู้อำนวยการโรงเรียนสระยายโสมวิทยา ฐานะผู้บริหาร มองภาพย้อนอดีตดูยกความดีให้แก่ผู้บริหาร และคณะครูอาจารย์

“โรงเรียนนี้ ถือเป็นเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำตำบล ขนาดกลาง สังกัด สพม.เขต 9  เป็นโรงเรียนประจำตำบลอู่ทอง 
...บริบทของโรงเรียนสระยายโสมวิทยา ที่ผ่านมา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ในการพัฒนาโรงเรียนส่วนใหญ่แล้วจุดเน้นของโรงเรียนอยู่ที่คุณธรรมจริยธรรม เพราะเท่าที่ผ่านมาโรงเรียนได้ประกวดรางวัล ที่เป็นรางวัลคุณธรรมจริยธรรมโดยเฉพาะเรื่องของพระพุทธศาสนาได้รางวลเสาเสมานะครับ ถึง 4 เสาด้วยกัน โดยได้รับจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของโรงเรียน 
และเท่าที่ผ่านมาผู้บริหารการศึกษาหลาย ๆ ท่านนี่ ได้ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมเป็นอย่างดี 
การส่งผลงานเพื่อเสนอชื่อเข้าประกวดโรงเรียนวิถีพุทธ ไม่ยากเพราะที่นี่มีต้นทุนที่ดี ตัวผู้เรียนเอง คุณครูเขาสอนเรื่องคุณคุณธรรมจริยธรรมอยู่แล้วเรื่องของโรงเรียนวิถีพุทธ ซึ่งโรงเรียนพัฒนามาแล้วเกือบ 15 ปี" 

โรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน รางวัลที่ได้มา แม้จะมีทุนเดิมอยู่แล้วแต่การนำหลักบริหารมาจัด ผู้อำนวยโรงเรียนท่านนี้ก็มีส่วน
“โรงเรียนก้าวจากโรงเรียนวิถีพุทธเป็นโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ แล้วก็นำเข้าสู่โรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน ซึ่งปีนี้เป็นปีแรก โรงเรียนเราก็เลยส่งเข้าประกวด เราก็มาศึกษาเรื่องของตัวชี้วัด แล้วมาพัฒนาเป็นโมเดล ซึ่งมีรูปแบบของการพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธพระราชทาน โดยสร้างจากกิจกรรมการเรียนรู้ของคุณครูแล้วก็นักเรียน ออกแบบกิจกรรมแล้วส่งเข้าประเมิน โดยวิธีการคือเราออกแบบเป็นรูปเล่ม แล้วมาพัฒนาเป็นกิจกรรม input / process / output นำเสนอให้กับคณะกรรมการประเมิน ให้คณะกรรมการประเมินวิถีพุทธในรอบแรก...”

หลักไตรสิกชาบูรณาการร่วมเศรษฐกิจพอเพียง

หลักคุณธรรมทางพุทธศาสนาที่นำมาใช้ที่นี่ ก็แนวนโยบายที่เขาบริหารจัดการ
"ผมได้บริหาร จัดการ คือ ทำอย่างไรที่จะสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมนี่ พร้อมกับการกระบวนการเรียนรู้ที่ยังไม่มีคุณภาพให้เด็ก ๆ ของเรา ซึ่งเราได้วางแผนดำเนินการ พัฒนาเป็นโมเดล การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ของนักเรียนมีทั้งหมด 32 กิจกรรรม 
ส่วนที่ผมได้เติมเต็มขึ้นมาคือ เราได้บูรณาการในหลักของพระองค์ท่านคือ หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข  บูรณาการกับหลักไตรสิกขาเข้ามาเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างเรื่องของคุณลักษณะที่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักของไตรสิกขา ศีล  สมาธิ  ปัญญา 
เราบูรณาการ หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกัน ผานกิจกรรมหลาย ๆ กิจกรรมให้กับนักเรียนของเรา"
หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ  3 ห่วง คือทางสายกลาง ประกอบไปด้วย ดังนี้
ห่วงที่ 1 คือ พอประมาณ หมายถึง พอประมาณในทุกอย่าง ความพอดีไม่มากหรือว่าน้อยจนเกินไปโดยต้องไม่เบียดเบียนตนเอง หรือผู้อื่นให้เดือดร้อน  ห่วงที่ 2 คือ มีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ  ห่วงที่ 3 คือ มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
ส่วน 2 เงื่อนไข ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่  เงื่อนไขที่ 1 เงื่อนไขความรู้ คือ มีความรอบรู้เกี่ยวกับ วิชาการต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการ วางแผน และความระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ คุณธรรมประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต  เงื่อนไขที่ 2 เงื่อนไขคุณธรรม คือ มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต”
ผู้บริหารท่านกล่าวพร้อมย้ำแนวทางการทำงานให้สำเร็จ
“แนวทางในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างให้เป็นโรงเรียนพระราชทานสิ่งสำคัญที่สุดคือ การพัฒนาโรงเรียนให้เกิดความยั่งยืน โดยเฉพาะอาจจะเกิดจากจุดเล็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวบุคคลากรคือคุณครูของเรา ต้องให้ท่านยอมรับให้ได้ว่าการใช้หลักธรรมมะหลักสามห่วง 2 เงื่อนไข หลักเศรษฐกิจพอเพียง หลักไตรสกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ตัวคุณครูเอง ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเป็นตัวเอง่าให้เด็ก
ส่วนที่ 2 คือการปลูกฝังให้เด็กนักเรียน พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เริ่มจากจุดเล็ก ๆ พัฒนาขึ้นมา แล้วก็ส่วนที่ 3 คือ แผนการจัดการเรียนรู้ต่าง ๆ หรือวิชาที่สอนควรสอดแทรกเรื่องจริยธรรม คุณธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพข่าว หรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันมายกตัวอย่างห้เด็กดูว่า เราจะมีสมาธิมีภูมิคุ้มกันที่ดีอย่างไรในการที่จะดพัฒนาตัวเอง ให้มีทักษะชีวิตที่จะก้าวไกล ก้าวไปสู่ผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตได้ เพราะฉะนันโณงเรียนวิถีพุทธพยายามจะพัฒนา”
ฝากคุณครูทุกท่านเลยว่าเราควรพัฒนาบุคคล ผู้เรียน และชุมชน โครงการบวรบ้านโครงการบวร บ้านวัดโรงเรียน จะเป็นพื้นฐานของโครงการโรงเรียนโรงเรีบนวิถีพุทธ”

คุณลักษณะนักเรียนเด็กโรงเรียนวิถีพุทธ

...จะอย่างไรก็ตามคุณลักษณะของนักเรียนที่จบการศึกษาจากที่นี่ไปแล้วเป็นอย่างไรย่อม ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวมมากกว่า
ครูรักดี สามงามน้อย
ครูฝ่ายปกครอง และสอนภาษาไทยอย่าง ครูรักดี สามงามน้อย มั่นใจกับผลิตผลจากที่นี่
“...นักเรียนโรงเรียนสระยายโสมวิทยา จะเป็นเด็กที่ไม่ก้าวร้าว เป็นเด็กที่รู้จัก รู้คิด รู้ทำ บางเรื่องก็อาจจะประพฤติไปตามกระแสบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เราปลูกฝังเอาไว้จะทำให้เขาคิดได้  แล้ววันหนึ่งที่สิ่งเราทำอยู่ทุกวันนี้ ที่เราสะสมไว้ที่นี่ กับเด็กที่เราเรียน 3 ปี 6 ปี ที่นี่เขาจะเป็นเด็กที่ไม่เป็นปัญหาสังคม
ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่จะเกี่ยวข้องกับเด็กค่อนข้างมาก แล้วเด็กที่เราดูแลจะบอกว่าอยู่ภาวะพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจารย์บางท่านส่ายหน้า เราก็จะเอาเขามาดูแลของตัวเองและจะดูแลเขาไปจนจบหลักสูตรก็คือ 3 ปี เช่น เป็นที่ปรึกษาเขา ม. 4 ก็จะดูแล 4-5-6  แต่จะดูห้องที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงแล้วก็จะดูแลเขาด้วยใจ เราเลี้ยงเขาด้วยความเข้าใจ พูดเขาด้วยเหตุและผล ต้องใช้ศิลปะในการดูแลอย่างมากทั้งศิลป์และศาสตร์ ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ทุกรูปแบบค่ะ 
ท้ายที่สุดก็จะได้หัวใจของเขา
ถือว่าโรงเรียนเราเป็นโรงเรียนวิถีพุทธที่ยั่งยืน เราไม่ได้เป็นคนเดียว เราไม่ได้เป็นทีมเดียว แต่เราเป็นทั้งโรงเรียน”
ทั้งนี้คณาจารย์เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ ด้วยวัฒนธรรมองค์กร “ระบบพี่ ระบบน้อง”
“...ที่นี่มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งว่าเรามีระบบพี่ ระบบน้อง ครูของเราไม่เคยเป็นกลุ่มก้อน ครูของเราไม่เคยแตกแยกแยกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย เราจะเป็นพลังกลุ่มเดียว แล้ววัฒนธรรมของเราก็คือว่าน้อย ต้องเคารพพี่  ฟังพี่ในการที่จะชี้แนะ ให้คำแนะนำถ้ามีปัญหาอะไรเราคุยกัน เราไม่เคยใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา สิ่งเหล่านี้จะเป็นต้นแบบที่ให้นักเรียนเห็น แล้วนัดเรียนก็ไปปฏิบัติตาม เรามีเหตุทะเลาะวิวาทน้อยมาก ๆ เลย ในโรงเรียนของเรา”
สำหรับผู้บริหารแม้จะเพิ่มรับตำแหน่งได้ปีกว่าก็ภูมิใจกับนักเรียนที่เป็นผลิตผลจากที่นี่
“อัตตลักษณ์ของเด็กที่นี่ คิดว่าเป็นไปตามที่เราพึงปรารถนา โดยเฉพาะเรื่องคุณคุณธรรมจริยธรรมเท่าที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเด็กของเรามีความรับผิดชอบสูงมาก ทุกเช้าจะเห็นว่าเด็กจะมารับผิดชอบโซนพื้นที่ทำความสะอาด เรื่องของการเข้าแถว เคารพธงชาติเรื่องเข้าแถวมีวินัยนี่ถือว่า มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
...อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่จะนำองค์ความรู้ต่าง ๆ ของตัวเองที่ได้จากการเรียนรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะทักษะชีวิต โรงเรียนเราส่งเสริมในด้านนี้มากที่สุด”
คณะของเราเดินทางกลับพร้อม ๆ กับน้อง ๆ นักเรียนเข้าห้องเรียนเสียงครูประจำรายวิชาดังขึ้น เสียงค่อย ๆ เบาลงเมื่อรถเคลื่อนออกจากรั้วโรงเรียน แต่ได้เหลือบเห็นสารความยินดีของท่านพระครูสุวรรณพัฒนคุณ เจ้าอาวาสวัดสระยายโสม ในวารสารใต้ร่มราชพฤกษ์ วารสารประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนฯ
“…ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการเอาชนะความชั่วด้วยความดี ชนะความโลภด้วยการให้ ชนะความเกลียดด้วยความรักชนะความคดโกงด้วยความเที่ยงตรง ...ผู้ที่สำเร็จดังกล่าวจะพบความสุขที่ถาวร”
และที่ยังตรึงใจไม่รู้ลืม ณ แสงธรรมแห่งที่ราบลุ่มสุพรรณ.

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

ICT กับครูไทย ในทัศนะ : ดร.สุวิทย์ บึงบัว หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริม สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา สพฐ.

เรื่อง : นช.๐๐๗  Fadhill Creative Studio  : ภาพ


ถ้าจะหาบุคคลในแวดวงการศึกษาที่มาสรุปคุณประโยชน์จาก ICT หรือความไร้ประโยชน์จาก ICT ในการใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอน  ...คิดว่าน้อยคนที่จะกล้าสรุปความเห็นและชี้แนะข้อแนะนำ อาจจะด้วยประสบการณ์น้อย ข้อมูลไม่เพียงพอ หรือไม่เข้าใจในภาพกว้างในการใช้ ICT เพื่อการเรียนการสอน
ICT (Information Communication Technology) ในความหมาย  ก็คือการติดต่อสื่อสารที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารโดยใช้เทคโนโลยี I (Information) หมายถึง ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ต่างๆ ที่บันทึกเป็นระบบเพื่อนำมาใช้งาน C (Communication) หมายถึง การติดต่อสื่อสาร T (Technology) หมายถึง คอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม
...ความหมายกว้างขวาง แต่สำหรับ ดร.สุวิทย์  บึงบัว หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริม สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สรุปความเป็นมาเป็นไปของ ICT ที่มีต่อการศึกษาไทยด้วยความมั่นใจและยินดีจะสนทนา เพื่อเป็น TEACHER  IN  SPOTLIGHT ประจำฉบับนี้

จุดเริ่มต้นการใช้การเรียนการสอน หรือ ICT ในชั้นเรียนของไทยเริ่มต้นอย่างไร  
“ซึ่งถ้าพูดถึงคอมพิวเตอร์  นี่ถ้านับลงไปช่วง 2540 สมัยคอมพิวเตอร์เข้ามาใน สพฐ.ใหม่ ๆ สมัยนั้นช่วงรัฐมนตรีสุขวิช  รังสิตพล ที่มีนโยบายให้คอมพิวเตอร์กับโรงเรียนทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ก็ประสบปัญหาว่ามีบุคคลากรไม่เพียงพอ เพราะมันเป็นความอยากสำหรับครูในยุคนั้น”

งานรับผิดชอบของอาจารย์ ขณะนี้มีกรอบด้านไหนบ้าง
“...ดูแลบุคคลากรด้าน ICT คือถ้ามีงาน ICT ต่าง ๆ หรือจะทำการเรียนการสอน จะบูรณาการ การเรียนการสอนอย่างไร เราก็ต้องเตรียมการสอนนั้น ทุกเรื่องที่เป็น ICT แล้วก็จะรับผิดชอบเฉพาะ สพฐ.
...ก็จะมีทีมงานที่เป็นศึกษานิเทศน์  ศึกษานิเทศน์ก็คือครูที่มาสอบบรรจุเป็นศึกษานิเทศน์ ก็คือเป็นครูของครู คนกลุ่มนี้จะคนที่รับหลักการความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นจากหน่วยงานที่ทางเรารับผิดชอบอยู่ เราก็เป็นผู้บริหารจัดการ ถ้าเป็นเรื่องที่เรารู้เราชำนาญเราก็จะเทรนให้ศึกษานิเทศน์กลุ่มนนี้แล้วกลุ่มนี้ก็ไปถ่ายทอดถึงครู
แต่ถ้าเป็นเรื่องใหม่เราไม่รู้ เราก็ต้องเชิญคนที่รู้จริงมาให้ความรู้กับศึกษานิเทศน์ของเรา ถ่ายทอดถึงครูเพราะศึกษานิเทศน์เรากระจายทั่วประเทศเยอะมาก ซึ่ง ศน.เหล่านี้จะเป้นมือเป็นไม้ สพฐ. เราก็จะเป็นตัวกลางเชื่อมประสานต่าง ๆ รับนโยบายจากทาง รัฐบาล รัฐมนตรี จากท่านเลขาฯ ก็สั่งมาทางสำนักเทคโนโลยีการเรียนการสอนก็จะทำงาน”

ยุคนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลง บรรยากาศยุคนั้นเป็นอย่างไรพอจะเล่าให้ฟังได้ไหม
“ผมยังเป็นครูอยู่เลย ...ผมก็ถือว่าเป็นครูรุ่นแรก ๆ ที่ใช้คอมพิวเตอร์ สมัยนั้นวัสดุไม่ดีเหมือนสมัยนี้ ใช้เป็นแป็บ ๆ ก็ซ่อม ผมก็ต้องไหว้วานเพื่อนที่เก่งจบเอกคอมพิวเตอร์มาช่วยซ่อม  เพราะเราจบเอกเทคโนโลยีการศึกษาซ่อมไม่เป็น
พอไหว้วานปุ๊บก็มีหลายเครื่องของโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้ สุดท้ายก็เกรงใจเพื่อนก็หาวิธีซ่อมเองมารื้อมาศึกษา หลาย ๆ เครื่องก็มีทักษะซ่อมได้  เพื่อนครูหลาย ๆ คนก็เป็นแบบนี้ แต่ว่า usre  ทั่ว ๆ ไป ไม่แค่กล้าจับกล้าแตะเพราะว่า Software ยังไม่ได้  เช่น พอคลิ๊กไป เจอ ​Mouse หา icon หาย  ก็ตกใจแล้ว
นั่นคือความยากของการเข้าถึง...แต่สมัยนี้ไปดูเถอะครับคุณป้าคุณยายอายุ 70 - 80  มี line
ทำไม line จึงเป็นที่ยอมรับและฮืฮา เพราะเข้าถึงง่าย บางคนอ่านหนังสือไม่ออก แต่เมื่อมอง icon  ก็สามารถคลิ๊กนั่น คลิ๊กนี่ ก็สามารถใช้งานได้ ถ่ายรูปก็ถ่ายได้
หรือรูปที่ลูกหลานส่งให้ดูก็ดูได้ ไม่ต้องพิมพ์ตัวหนังสืออะไรเลยก็สามารถดูภาพสื่อสารกันได้ นี่คือความง่ายของการเข้าถึง
รวมทั้งลักษณะของ social media ที่เข้าถึงครู ที่ครูและนักเรียนเข้าถึงด้วยกัน ส่งงานผ่านสื่อตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพสบุ๊ค  youtube หรือ อะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในยุคนี้
เพราะฉะนั้น ยุคนี้ครูต้องปรับตัวให้รู้ว่า เด็กนั่งหน้าจออยู่ได้เป็นวัน ๆ สมัยก่อนอาจจะบอกเล่นเกม แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว มีระบบ social  ต่าง ๆ เข้ามา เพราะฉะนั้นการเข้าถึงตรงนี้ครูเข้าถึงได้เยอะมาก และเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งก็จะไม่ใช่เรื่องยากต่อไปแล้ว เสียหายยาก ราคาถูกลง แล้วก็  software ใช้งานง่ายขึ้น นี่คือความแตกต่างจากสมัยก่อน”

เท่าที่สัมผัสมาครูมีจุดอ่อนอะไรในการใช้เทคโนโลยี ICT บ้าง
“จุดอ่อนคือทัศนคติ ถ้าเราแบ่งคนเป็น 4 กลุ่ม ก็จะแยกเป็น
กลุ่มที่ 1 อะไรมาก็แล้วแต่วิ่งชนเลย ลองผิดลองถูก เขาเรียกพวก Innovators
กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่รักเร็วจะดูกว่ากลุ่มแรกใช้ได้จริงหรือเปล่า ถ้ามีอะไรใหม่ ๆ กลุ่มนี้ซื้อมาใช้ก่อน
กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่รู้ว่าเขาใช้โดยทั่วไป เหมือนกัน Smartphone เช่น คุณแม่เรา คุณยายเราเห็นเขาใช้กันทั่วไปแล้ว ที่จะเอามาใช้ แต่ยังมีอีกกลุ่มครับ ทั่วโลกและครับ มีงานวิจัยมาผมว่าน่าจะสัก 100 ปี อะไรมาก็แล้วแต่จะไม่รับ
เพราะฉะนั้นลักษณะของครูนี่ ตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 4 แสนกว่าคน ก็จะมีคนส่วนนี้อยู่กลุ่มหนึ่ง”

นับเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ไหมครับ
“โอ้...อันนี้ตอบยาก  ถ้าเผื่อเอาทฤษฎีการยอมรับนวัตกรรมที่ต่างประเทศเขาวิจัยมาประมาณ 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์"

พอมาช่วงหลัง ICT บูมขึ้นฐานะที่เป็นห่วยงานประกวดสื่อนวตกรรมการสอน ครูสนใจส่งประกวดมากไหม
“ก็เป็น App  นี่เยอะ”

ผลงานออกมาพอใจมาก น้อยเพียงใด
“ถ้าเป็นผลงานที่ดีและได้ขั้นมาตรฐานนี่มีไม่เยอะ เพราะว่าถ้าพูดถึงครูเรื่อง elearning  ลักษณะของสื่อมีเดียและหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ครูยังมองไม่ออก ทุกคนคิดว่าเป็นแค่  website ธรรมดา เป็นแค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ธรรมดาก็เป็นสื่อได้
แต่จริง ๆ แล้วในการประกวดนวัตกรรมแต่ละครั้งก็จะมีลักษณะเฉพาะของงาน เช่น เรื่องของเกมส์ ประกวดเรื่อง CAI  ก็มีสเปก ซึ่งเรื่องพวกนนี้บางทีครูเขาไม่วิเคราะห์ เขาก็ส่งมา...
ถามว่าปริมาณเยอะไหม  เยอะครับ แต่คุณภาพจริง ๆ คนที่เข้าใจจริง ๆ มีไม่มากเท่าไหร่  ก็มีปิระมิด คนที่รู้เรื่องจริงจะอยู่ปลายยอด เพราะฉะนั้นถ้าเรามีการประกวดกัน กลุ่มที่ได้รางวัลก็เป็นกลุ่มเดิม ๆ ครั้งนี้อาจจะไม่ได้ ครั้งต่อไปก็ได้ สลับกันอย่างนี้
...จากทำงานตรงนี้ 7-8 ปี เรื่องการประกวด เห็นคนที่เข้ามาอยู่ในวงการ หน้าตาคนที่ได้รางวัลซ้ำ ๆ กันทั้งนั้นแหละครับ จะมีหน้าใหม่บางบ้างประปราย”

บรรยากาศการตื่นตัวการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยรวมระดับประถมกับมัธยม ระดับไหนที่ดูสนใจมากกว่ากัน
“ที่ผมได้สัมผัสผมคิดว่าประถมศึกษา เหตุผลก็คือผมลงไปที่ประถมศึกษาเยอะ แล้วประถมศึกษานี่คล้าย ๆ ว่า คุณครูเขามีคุณลักษณะหลายแบบ เช่น ว่าโรงเรียนขาดแคลนโรงเรียนไม่มีอุปกรณ์เขาก็ต้องขวนขวายหา  รวมทั้งโครงการต่าง ๆ
...จะสังเกตุว่าการไปช่วยโรงเรียนขนาดเล็กโดยเฉพาะเรื่อง ICT  เพราะโรงเรียนขนาดเล็กนี่ ขาดแคลนครู ครูไม่ตรงสาขา ครูเหล่านี้สนใจ
แต่กับครูโรงเรียนขนาดใหญ่ ครูกลุ่มนนี้เขาไม่ค่อยตื่นเต้นกับเรื่อง ICT เท่าไหร่ เนื่องจากเขามีแก่นวิชาการที่เป็น content หลัก เช่น วิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ครูไม่จำเป็นต้องไป กระตือรือร้นต้องไปหาที่อื่น มีภูมิรู้ภูมิปัญญาในตัวอยู่แล้ว อาจจะเป็นสื่อเสริมบ้างให้เขาไปค้นคว้าด้วยตัวเองโดยไปดูในเว็บไซต์ของต่างประเทศอะไรแบบนี้  โดยเฉพาะวิชาหลัก ๆ ครูเขาจะไม่ใช้ ICT   แล้วเขาตัวครูเองเป็นหลัก แล้วจะมีสื่อเสริมบ้าง ในเรื่องที่เขาสนใจ”
ถ้าดูภาพวงกว้าง หนึ่งอาจจะดูปริมาณคุณครูประถมศึกษาเยอะด้วยกระมั่งครับ ทำให้ครูประถมศึกษาตื่นตัวเรื่องพวกนี้มาก  รวมทั้งครูมัธยมบรรจุใหม่รุ่นหลัง ๆ นี่ การใช้ ICT รุ่นหลังๆ นี่เป็นเรื่องธรรมดา ก็เพราะว่าเขาจบมหาวิทยาลัยมา ช่วงที่เราเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ใช้ระบบ  elearning ในการเรียนการสอน ไม่จำเป็นต้องเอกคอมพิวเตอร์ หรือเอกเทคโนโลยีทางการศึกษานะ นักศึกษาเอกประถมศึกษา คณิตศาสตร์ ก็ต้องใช้อีเลิร์นนิ่ง พอเรียนจบมาเขาก็ไม่ตื่นเต้นกับเรื่องพวกนนี้เป็นเรื่องธรรมดา
และที่สำคัญคือวิชาหลัก ๆ พวกนี้ส่วนมากจะไปอยู่โรงเรียนมัธยม วิชาหลัก วิชาเอกคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ กลุ่มเหล่านี้มัธยม แต่กลุ่มประถมจะประปราย ก็จะเน้นเอกประถมศึกษาเป็นหลักที่สอนบูรณาการได้ เพราะฉะนั้นวิชาเอก วิชาลักษณะยังค่อยจะเป็นมากเท่าไหร่”

ถ้าจะยกตัวอย่างพัฒนาการของครูสักคนที่สัมผัสกับ ICT ขอตัวอย่างจากเรื่องแท็บแล็ตที่อาจารย์เคยรับผิดชอบมา นวัตกรรมตัวนี้นำมาใช้ในการสอน ICT มีประโยชน์อย่างไร
“ถ้าจะเกิดกับตัวผมโดยตรงไม่เจอกับครูโดยตรง  นอกจากมีเรื่องเฉพาะ แต่ถ้ากับหน่วยศึกษานิเทศน์ ซึ่งศึกษานิเทศน์กลุ่มนี้จะสัมผัสกับครูโดยตรง  ส่วนฝ่ายฯของผมเมื่อมีนโยบายที่สัมผัสกับครูก็จะเป็นเรื่อง ๆ ไป แต่ถ้าเป็นเรื่อง ICT กับครูที่ไม่รู้ มีพัฒนการอย่างไร ที่มีรู้เรื่องพวกนี้แล้วมีพัฒนาการอันนี้มีครับ ยกตัวอย่างที่ภาคใต้  จังหวัดสงขลา ผมมีทีมงานท่านหนึ่งเป็นศึกษานิเทศน์ชื่อ ศน.จิระ  เรืองคล้าย เป็นศึกษานิเทศน์ที่ประสบการณ์สูงและประสบกับเรื่องที่เจอบ่อย ๆ ครูคุณครูอายุมากแล้วก็ไม่ใช้เทคโนโลยี
ศน.จิระ ช่วงนั้นก็ทำงานร่วมกับเราที่ สพฐ. ช่วงนั้นก็มีเรื่อง  tablet เข้ามา ก็นำtabletให้คุณครูใช้ นะครับที่แรกก็ได้รับการต่อต้าน แต่พอได้มาสัมผัส ได้มาใช้ดูประมาณ ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง ปรากฏว่าคุณครูติดใจเรื่องแทบแล็ตเลย คือมันง่ายแล้วสมัยนั้น  เราก็สื่อที่เป็น learning object  ของ สพฐ.ใส่ คุณครูคนนี้คือไม่เคยเจอสื่อ ก็เหมือนเด็กต่างจังหวัด มาเห็นอะไรก็ตื่นเต้น ครูก็ตื่นเต้นใหญ่แล้วอยู่นิ่ง แต่ตรงนั้นแล้วเป็นครูใกล้เกษียณเหลือปีสองปีก็มามุ่งมาสมาธิเกี่ยวกับการใช้ tablet เกี่ยวกับการใช้สื่อต่าง ๆ
....พอเขารู้ว่าเครื่องมือเครื่องใช้เป็นอย่างไรที่นี้ เทคนิคการสอนคุณครูไปบูรณาการเอง ก็จะมีเทคนิคการสอนว่า tablet จะใช้ช่วงไหน ใช้ช่วงก่อนเรียน ช่วงเวลาระหว่างเรียน หรือหลังเรียน หรือช่วงเวลาว่าง ตรงนี้ครูสามารถ design ได้
เพราะอะไรรู้ไหม... ครูมีทักษะในการควบคุมนักเรียนอยู่แล้ว เราสามารถรู้ว่าเด็กคนนี้มีลักษณะเป็นอย่างไร เด็กคนนี้ควรใช้เวลาไหน แล้ววิธีการ  control นักเรียนเป็นอย่างไร เพราะครูเหล่านี้ไม่ได้เก่งอย่างเดียวแต่มีเทคนิคดการสอน สอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรมได้ด้วย
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมเห็น คือ ที่นครนายกก็มี ศึกษานิเทศน์ชื่อ ศน.สงกรานต์ วีระเจริญกิจ เขาเล่าให้ฟังว่ามีโรงเรียนหนึ่งมีเด็ก LD ประมาณ 10-15 คน คือ ปกติถ้าครูจะสอนก็ต้องสอนรวมกัน ครูก็ไม่รู้ว่าคนไหนเป็น LD ก็จะสอนเด็กไปเรื่อย คนไหนไปไม่ทันคนอื่นก็ต้องไปก่อน  เพราะถ้าเผื่อรอ 10 -15 คนนี้เรียนก็ไม่ทันตามหลักสูตร
ทีนี้พอเขารู้เรื่องเด็กเขาก็ใช้วิธีแยกการสอน ก็คือช่วงที่เด็กไปได้ก็ใช้เทคนิคการสอน เช่น การสอนบรรยา การสอนใช้เกม การทำอภิปรายกลุ่ม การทำงานกลุ่ม
อันนี้ก็เป็นเทคนิคของครู แต่เด็กที่มีปัญหาเรื่องการเรียนเรื่อง LD เขาก็จะเอาไปไว้อีกห้องหนึ่ง แล้วใช้ tablet เหมือนกัน แต่เขามีหลักการจัดการสอน  เขาใช้แบบดีไซด์บอกว่าวันนี้ ชั่วโมงนี้ทำอะไรเพื่อว่าเด็กกลุ่มนี้เรียนอะไรเพื่อให้เรียนเนื้อหาตามเด็กปกติได้  ปรากฎว่าผ่านไปหนึ่งเทอม เขาบอกว่า ถ้าเผื่อเทียบกับเด็กปกติแน่นอน เทียบกับเด็ก LD ไม่ได้อยู่แล้ว ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเด็ก LD จากเดิมที่ไม่ค่อยสนจะเรียน ผลการเรียนต่ำ อ่านหนังสือออก คิดเลขเป็น ทุกอย่างดูดีขึ้นมาหมด
นั่นเพราะอะไรครับ  นั่นคือพัฒนาการมาจากครู ถามว่าครูสอนเด็ก LD มากี่ปีแล้ว สอนมา 10 สิบ ปี แต่ไม่รู้ไง ก็เอา ICT มาใช้  พอรู้ว่ามีอย่างนี้ด้วยเหรอ ครูบอกน่าจะมีต้องนานแล้ว
...ไม่ใช่เรื่องยาก และครูคนนี้หลังจากที่ได้สัมผัส ก็ไปใช้คอมพิวเตอร์ ปกติไม่ได้จับคอมพิวเตอร์เลยก็ไปใช้ซอฟแวร์ต่าง ๆ ก็เหมือนมีการพัฒนาต่อยอดไปเรื่อย ๆ รวมทั้งถ้ามีพัฒนาการใหม่ ๆ มา เขาก็สามารถเรียนรู้รับได้ อย่างรวดเร็ว
แต่มันจะมีความยากตอนแรกเลยคือ First impressions    ที่คือปัญหาที่ครูไทยมีวัยวุฒิที่สูงแล้วก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับ ICT พอได้สัมผัส ก็รู้มันทำอย่างไรแล้วมันมี ข้อดีข้อเสียอย่างไร เหมือนการ  design การสอน ดีไซด์การสอนผมยอมรับว่าเก่งกว่าเด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่จบไป  เด็กรู่นใหม่ ๆ  ที่จบมาไม่มีประสบการณ์ แตาเทคนิคการสอนไม่มี เป็นทักษะการสอนที่ต้องสะสมหลายปี  เป็นลักษณะอัตลักษณ์ของตัวเอง​”

อาจารย์สัมผัสกับวงการเทคโนโลยีการศึกษามาร่วม 20 ปี เท่าที่สัมผัสสื่อ ICT ประเทศเรากับต่างประเทศ คิดว่าเมืองไทยอยู่ระดับไหน
“ก็ต้องดูว่าประเทศไหน ถ้าในอาเซียน ถ้าเราแพ้ก็แพ้สิงคโปร์ เวียดนามนี่เราไม่แพ้ เรื่องการเรียนการสอนนี่เรานำแน่นอน  มาเลเซียที่ผมไปสัมผัสที่บอก smart classroom  นี่ก็ OK ดีเลิศอยู่แล้ว ถ้าเทียบภาพรวมก็ต้องยอมรับสิงคโปร์ เพราะความพร้อมInfrastructure  คือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มากกว่าของเราขาดตรงนี้  แต่ถ้าเราพร้อมตรงนี้ผมคิดว่าเราสู่สิงคโปร์ได้
อีกอย่างสิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก มันก็เหมือนบ้านเล็ก ซึ่งดูแลง่ายกว่าบ้านใหญ่  บ้านใหญ่มีความซับซ้อนเพราะคนเยอะกว่า”

อาจารย์มองว่าเราแพ้แค่สิงคโปร์ แต่ทำไมการวัดประเมินคุณภาพการศึกษาระดับนานาชาติเราดูจะแพ้หลายประเทศรอบบ้านเรา
“อ๋อ... อันนี้ผมไม่รู้สึกวิตกอะไรนะ คือต้องดูว่าประเด็นบริบทที่เขาไปวิจัย เขาวิจัยเรื่องอะไร ต้องดูคอนเท็น ดูข้อคำถาม เพราะวิจัยแต่ละเรื่องก็จะมุ่งไปคำถามในแต่ละประเด็นซึ่งคำตอบในการ ซึ่งคำตอบในการตอบคำตอบก็ไม่เหมือนกัน เช่น  ถ้าถามว่าการเรียนของประเทศใดมีความสุขมากที่สุข
แน่นอนครับว่าเด็กไทยจะเป็นกลุ่มประเทศอยู่ท้าย ๆ เด็กเขมร เด็กลาว ต้องดีกว่าอยู่แล้วมีความสุข เพราะอะไรครับ เพราะเด็กลาวเรียนไม่มาก เล่นเยอะ ๆ เด็กเขมรก็เหมือนกัน ซึ่งถ้าตั้งคำว่าเด็กประเทศไหนเรียนนีความสุขมากที่ แน่นอนเราแพ้อยู่แล้ว
ที่นี้ผมไม่เห็นประเด็นคำถามว่าที่ว่าผลสัมฤทธิ์ของเราตกต่ำ เรื่องอะไร ต้องไปดูว่าเขาถามด้านไหน อันนี้ก็ขอดูเพราะว่าเวลางานวิจัยออกสื่อต่าง ๆ ไม่เคยบอกเลยว่าสมมุติฐานงานวิจัย ขอบเขตงานวิจัยมีอะไรบ้างต้องดูเป็นกรณี ๆ ไปเลยครับ
แต่ถ้าถามผมว่าไทยสู่อาเซียนได้ไหม ผมว่าเราสู้ได้เราสู้ะดับโลกได้ แต่ต้องดูเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น ที่เราดูคณิตศาสตร์โอลิมปิกอะไรต่าง ๆ  เราก็ได้ตลอด
แต่ที่นี้มันอยู่ที่ว่า เวทีนี้เขาวัดอย่างไร รวมทั้งงานวิจัยต่าง ๆ  อยากเห็นเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสก็อยากถามนักวิจัยต่าง ๆ ว่าก่อนที่คุณจะโชว์สัมฤทธิ์อะไรต่าง ๆ ออกมา คุณบอกขอบเขตมาก่อน คุณบอกสมมุติฐานงานวิจัยมาด้วยว่าต้องการวัด ต้องการหาคำตอบเรื่องอะไรอยู่ ๆ ก็เปิดผลวิจัยออกมาแล้ว...”ฐานะผู้รับผิดชอบอาจารย์มองว่ามันไม่แฟร์
“ใช่ครับมันไม่แฟร์... คือถ้าเด็กไทยไม่เก่งจริงผมถามว่าพวกที่ทำชื่อเสียงให้ประเทศเป็นใคร หรืออย่างเด็กที่จับประเทศไทยแล้วเป็นหมอเก่ง ๆ ในประเทศไทย ก็ไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย  ลองเอาหมอไทยกับสิงคโปร์มาแข่งกันผมว่าเราก็ไม่แพ้ ดีไม่ดีชนะด้วยซ้ำ”

อาจารย์ยกประเด็นดูจะเป้นความหวังเรื่องครูยุคใหม่ เพราะฉะนั้นคะแนได้ไหมอีก 10-20 ปี ข้างหน้าการศึกษาเราจะเป็นแบบไหน ดีขึ้นไหม
“ก็ต้องดูว่าดีขึ้นด้านไหน...
ถ้าดีขึ้นด้านทักษะ ความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี แน่นอนครับเพราะว่า ICT มันเจริญ ก้าวหน้าไปเรื่อยและแทรกซึมวงการศึกษาไปเรื่อย แล้วอีก 5-6 ปีครูประมาณแสนกว่าคนจะเกษียณ แล้วก็มีครูอีกแสนกว่าคนจะเป็นครูที่บรรจุใหม่ที่มความพร้อมเรื่องนี้เข้ามา
...ถ้าด้านคุณธรรม จริยธรรม ผมว่าต้องมีงานวิจัยรองรับ ตอนนี้ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะถ้าเกิดจะเปรียบจากประสบการณ์เรื่องคุณธรรมจริยธรรม ครูสมัยก่อนจะดีกว่าครูสมัยนี้แล้วจะไปโทษครูสมัยนี้ก็ไม่ได้ เพราะเขามีลักษณะสังคมมันแก่งแย่ง แย่งกันกิน แย่งกินขึ้นรถ แย่งกันสอบ เขาถูกหล่อหลอมมาเป็นแบบนี้
ต่างจากสมัยก่อน หล่อหลอมด้วยความรักความเอ็นดูคุณครูคือคนที่ประสิทธิประสาทวิชา ครูคือพ่อแม่คนที่ 2 นั่นคืแนวคิดสมัยก่อน สมัยนี้คือต่างกัน
ประเด็นคือว่าทักษะเรียนรู้ต่าง ๆ เรียนกันทัน สมัยนี้มีเทคนิคการสอนเยะอมากมาย แน่นอนครูรุ่นใหม่เรื่อง ICT เก่งกว่าอยู่แล้ว แต่เรื่องปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม สร้างเด็กให้เป็นพลเมืองที่ดีความคิดผมว่าสมัยก่อนทำได้ดีกว่า
ผู้บริหารปัจจุบัน เป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีต่าง ๆ ตอนนี้เป็นผลิตจากครูรุ่นเก่า เรียนอย่างไรก็เรียนชอกล์ธรรมดา หรือหลายคนเรียนกระดานชนวนมาก่อนทั้งนั้น”

ลักษณะของอาจารย์มีโอกาสคิดงานทำเองได้ไหม หรือสนองนโยบายอย่างเดียว
“ได้เป็นบางส่วนครับ ยกตัวอย่างได้นโยบายมาก็ต้องคิดว่าคุณจะdesign อย่างไร อย่างสมัยก่อนเรื่อง tablet อย่างนี้ได้จำกัดเรื่องเวลา มี timeming ให้ครูสามารถใช้ tablet ได้ทั่วประเทศ ก็ให้เรามาคิดโจทย์ว่าทำอย่างไรให้เร็วที่สุด ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ก็ของบประมาณมาก็วิเคราะห์เป็นงาน ๆ ไป
ถามว่า create ได้ไหม่ก็ create ได้ว่าได้โจทย์มาเราทำงานอย่างไร ให้งานสำเร็จ จุล่วงตามเป้าโดยที่มีทรัพยากรจำกัด”

มีอะไรจะฝากครูยุคเก่าที่ยังใช้ชีวิตเดิม ๆ ไม่เอา ICT มาใช้การเรียนการสอน
“ครับ !   สำหรับครูยุคเก่าที่คิดว่าเหลือน้อยแล้ว ทุกคนก็ได้สัมผัสกันหมดแล้วอย่างเรื่อง smart phon ทุกคนก็เป็นเป็นเรื่องธรรมชาติ
ผมคิดว่าครูยุคเก่าที่เห็นว่า ICT เป็นเรื่องยาก ก็อยากให้ปรับทัศนคติปรับแนวคิดใหม่ ลองมาจับลองมาใช้
บางคนไม่รู้เรื่อง facebook  นะครับ แต่เห็นจากเด็กนักเรียนเลยคิดหนึบเลย เพราะว่าวิธีการใช้ facebook ไม่ใช่เน้นความบันเทิงอย่างเดียว  ปัจจุบัน คุณครูหลายท่านก็นำ facebook มาใช้ มาจัดการเรียนการสอน โดยมาเกลี่ยเป็นห้อง ๆ ในการเรียน มีการแลกเปลี่ยนการ share สื่อ มีการตอบคำถาม อะไรหลาย ๆ อย่างในห้อง ของ facebook อันนี้ก็เป็นระโยชน์ซึ่ง facebook  ถ้าเราลองใช้ไม่ใช่เรื่องอยาก รวมทั้งช่องทางใหม่ ๆ เช่น youtube ใช้การเรียน การสอน ครูยุคเก่ามาใช้ youtube แล้วจะรู้สึกว่าง่ายเพราะ เป็น VDO  ที่ไม่รู้กี่ล้านเรื่อง เอาง่ายๆ ชอบเพลงอะไรในอดีต ทูรย์ ทองใจ  สุรชัย สมบัติเจริญ พิมพ์มาก็ออกเป็นชุดเลย  แต่ youtube ไม่มีเฉพาะบันเทิงมีเนื้อหาวิชาการด้วย โดยเฉพาะคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ ก็มีคนคุณครูจากต่างชาติ post เข้าไป มีทุกวันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ลองค้นหาดูโดยเฉพาะ
ผมเคยเห็นครูทางท่านสอนเป็น series ได้เลยว่าสอนเรื่องอะไร โดยใช้ youtube ทำเป็นใบงาน  คุณครูสมัยก่อนมาความสามารถในการจัดการชั้นเรียน มีความสามารถในการควบคุมนักเรียนมีความสามารถชี้แนะนักเรียนในแนวทางที่ถูกต้อง
แต่ว่า ICT ยังไกลตัว สำหรับบางท่านอยู่ แต่ทุกวันนี้เหลือน้อยแล้ว บางท่านบอกว่าเป็นเรื่องอยาก อยากเพราะไม่มีโอกาส ไม่มีใครใช้แนะนำว่าเป็นอย่างไร
ถ้ามีโอกาสแล้วแนะนำให้ใช้แล้วก็รู้ดีว่ามีข้อจำกัดอย่างไร”

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

รศ.ดร.จอมพงษ์ มงคลวนิช นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ผู้บริหารรุ่นใหม่กับความคิดรอบด้านเพื่อคุณภาพอาชีวศึกษาเอกชน

เรื่องโดย : วิชญะ   คุรุพิทักษ์  ภาพโดย : นิตยสารสกุลไทย

รศ.ดร.จอมพงษ์  มงคลวนิช นักวิชาการนักบริหารการศึกษารุ่นใหม่วัยยังไม่ถึง 40 ปี เริ่มตำแหน่งบริหารฐานะผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค) ตั้งแต่ พ.ศ.2551 จนปัจจุบันมวลสมาชิกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตำรงตำแหน่งนายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย
คอลัมน์ “เปิดห้องบริหาร” วารสารอาชีวศึกษา ได้รับเกียรติการสนทนาครั้งนี้
ท่านนายกฯ หลังจากรับตำแหน่งแล้วบริหารงานไประยะหนึ่ง แล้วเจอปัญหาอุปสรรคการทำงานอย่างไรครับ ?
“ตั้งแต่ผมรับเสียงเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย โดยดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา
มาจนถึงวันนี้ก็ประมาณ 1 ปี 3 เดือน ก็ต้องขอขอบคุณที่สมาชิกร่วมมือร่วมใจกันดำเนินงานในการพัฒนาองค์การอาชีวศึกษาเอกชนของเรา 
...จริง ๆ แล้วในส่วนที่เป็นอุปสรรคอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ที่เรามุ่งดำเนินการก็เรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นเอกภาพระหว่างอาชีวศึกษา ภาครัฐ และเอกชน นโยบายของภาครัฐในเรื่องของเงินอุดหนุนก็ดี การสนับสนุนส่งเสริม ตลอดจนถึงเรื่องสวัสดิการก็ดี และการสนับสนุนในเรื่องของวิชาการรวมถึงการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องที่เป็นประเด็นอยู่ แล้วก็นโยบายของรัฐต่างๆที่มีการขยายวงในเรื่องของการดำเนินการของภาครัฐในการจัดการศึกษามากขึ้นในหลาย ๆ พื้นที่” 
หมายถึงที่ผ่านมาสมาคมฯก็มีส่วนกำหนดนโยบายด้วยเช่นกัน
“...ส่วนของสมาคมฯ เองเราได้ดำเนินการหลายๆ เรื่องแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของการดำเนินงานในเรื่องของพระราชบัญญัติอาชีวศึกษาเอกชน ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาในระดับนิติบัญญัติ เพื่อที่จะมีพระราชบัญญัติกำหนดทิศทางในการดำเนินงานของการอาชีวศึกษาเอกชนเอง แล้วก็มีความเป็นเอกภาพอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกับการศึกษาภาครัฐเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในเชิงนโยบาย 
โครงการต่าง ๆ ที่เราได้ดำเนินการก็มีโครงการทั้งเรื่องของการอบรม การแข่งขันทักษะ โครงการเรื่องของทวิภาคี รวมถึงโครงการที่ร่วมมือกับสถานประกอบการต่างๆ เช่น YAMAHA MOTOR CHALLENGE  ก็คือการพัฒนาผู้แข่งและพัฒนาช่างเทคนิคทางด้านของรถจักรยานยนต์ในการแข่งขัน MOTOR SPORT ผู้ชนะก็จะได้ร่วมในการแข่งขันและในระดับนานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งมีทั้งหมด 20 ทีมที่เข้าร่วม
...มีการร่วมมือกับศูนย์คุณธรรม องค์การมหาชน กระทรวงวัฒนธรรม คัดเลือกวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน 20 แห่งเข้าร่วมโครงการพัฒนาสู่การเป็นต้นแบบอาชีวศึกษาด้านคุณธรรม มีการดำเนินการในเรื่องของการปรับพฤติกรรมนักเรียนนักศึกษาในเขตของกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงการพัฒนาในเรื่องของการวิจัย การให้แต่ละวิทยาลัยสามารถพัฒนาคลินิกวิจัยโดยการร่วมมือกับคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติโดยสมาคมนักวิจัยในอุปถัมภ์ของสำนักงานวิจัยแห่งชาติ เป็นต้น”
ผลงานรูปธรรมที่นายกฯคิดว่าน่าจะได้ประโยชน์กับสมาชิกทั้งทั่วประเทศ ผลงานไหนที่ท่านคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ?
“ผมก็คิดว่านอกจากโครงการที่เรามุ่งในการส่งเสริมอย่างที่เรียนไปแล้วว่ามีหลายโครงการด้วยกันที่เรามีวิทยาลัยนำร่องบ้าง บางอันก็เป็นการอบรมทั่วทั้งประเทศบ้างแต่ผมคิดว่าสิ่งที่น่าได้ประโยชน์ระยะยาวก็คือเรื่องของการที่ได้จัดทำละมีมติรวมถึงเข้าสู่กระบวนการในเรื่องของพระราชบัญญัติอาชีวศึกษาเอกชน ก็จะเป็นพระราชบัญญัติอันแรกของอาชีวศึกษาเอกชน ซึ่งมีลักษณะเดียวกับพระราชบัญญัติโรงศึกษาเอกชนเพื่อที่จะมากำกับดูแลและเป็นการวางทิศทางอาชีวศึกษาเอกชนของประเทศไทย 
นี่คือการมองในระยะยาวส่วนระยะที่ใกล้กว่านั้นผมคิดว่าโครงการต่างๆที่ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนก็ดีรวมถึงการประชาสัมพันธ์ก็ดี ซึ่งในปีที่แล้วถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่สมเด็จพระเทพฯท่านเสด็จทรงเปิดการประชุมนานาชาติ Duo Excellence ที่จังหวัดอุดรธานี โดยสมาคมร่วมกับสถานทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน และ German Facturation of Professional Qualifications หรือว่าองค์กรเรื่องของวิชาชีพของเยอรมันเพื่อดำเนินการประชุมสัมมนาให้ความรู้ในเรื่องของทวิภาคีไทย-เยอรมัน อันนี้ก็ถือว่าเป็นการเผยแพร่เกียรติคุณรวมถึงให้วิทยาลัยต่างๆ ผู้บริหาร และนักศึกษาได้ตระหนักในเรื่องของการอาชีวศึกษาและทวิภาคี และการเริ่มต้นในการคิดว่าจะไปสู่สากลในลักษณะใด”
พูดถึง พ.ร.บ. อาชีวศึกษาเอกชนรวมถึงการโยกย้าย สช. มาอยู่ สอศ.
“จริงๆ ไม่ใช่การโยกย้ายแต่ว่าที่เราเปิดประเด็นไว้ก็คือการที่ทำให้โครงสร้างนั้นไปมนทิศทางเดียวกัน ก็คือการที่มีทั้งอาชีวะภาครัฐและก็ภาคเอกชนรวมอยู่ร่วมกัน”
แล้วทิศทางมันเป็นยังไง ทาง สช. มีปฏิกิริยาอะไรไหม ?
“ตอนนี้ก็เป็นแนวทางเดียวกันแล้ว เพราะว่าเท่าที่ผมทราบได้เข้าสู่การประชุมองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการแล้วก็ได้เห็นชอบในแนวคิดนี้เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คงเข้าไปสู่ ครม. รวมไปถึงร่างพระราชบัญญัติการอาชีวะเอกชนที่จะเข้าไปสู่กระบวนการนิติบัญญัติในการตรากฎหมายต่อไป”
นโยบายที่นายกคิดว่าน่าจะทำต่อไปหรือรู้สึกหนักในคือนโยบายอะไร ?
“ผมคิดว่าสิ่งที่หนักใจซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญก็คือเรื่องสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยสำนักงานกองทุนสงเคราะห์ ครูใหญ่ ครู และโรงเรียนเอกชน 
เราทราบดีว่าสวัสดิการเรามีความเหลื่อมล้ำจากภาครัฐมาก รวมถึงหลายๆกรณีก็อาจจะยังแย่กว่า 30 บาทรักษาทุกโรงด้วยซ้ำ เหตุผมก็มาจากการบริหารกองทุนของกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูเอกชน หลังจากที่ได้เข้าไปพบกับท่าน ผอ. ท่านใหม่ก็ทราบแนวคิดของท่านในเรื่องของการพัฒนาต่างๆ และในวาระที่จะถึงอันใกล้นี้ ในนามของสมาคมก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการของกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูเอกชน ก็คงจะดำเนินการในเรื่องของสวัสดิการให้ครูเอกชนนั้นมีสวัสดิการที่ดีขึ้นและเป็นเรื่องของขวัญกำลังใจให้กับครูและบุคลากรทุกคน 
อีกเรื่องที่เป็นความหนักใจแต่เราก็ดำเนินการอยู่ก็คือเรื่องของปัญหาพฤติกรรมผู้เรียนในกรุงเทพฯและปริมณฑล ในปัจจุบันวิทยาลัยในกรุงเทพฯและปริมณฑลได้มีการพูดคุยกันและมีการลงสัตยาบันร่วมกันในการปรับปรุงพฤติกรรมของผู้เรียนให้อยู่ในทางที่ดีขึ้น เช่น การไม่ให้พกพาอาวุธ และมีโทษร้ายแรงหากพบเจออาวุธหรือยาเสพติดรวมถึงกำชับในเรื่องของเครื่องแต่งกาย ทรงผม และการเรียนการสอนที่มีธรรมมะเป็นพื้นฐาน เป็นต้น และได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดำเนินการเรื่องนี้ แต่ก็เป็นที่วิตกอยู่อย่างหนึ่งในปัจจุบันนี้เพราะว่ามีกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีแอบแฝงในคราบนักศึกษาอยู่พอสมควรอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราได้ดำเนินการแต่ผลลัพธ์ที่จะเห็นก็คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม ก็พยายามอย่างถึงที่สุดเพราะเป็นปัญหาที่สะสมมานานและเป็นสิ่งที่ผมอยากที่จะแก้เรื่องนี้เป็นสำคัญเนื่องจากว่าเป็นภาพลักษณ์ที่เสียของอาชีวศึกษาในภาพรวม 
แม้ว่าจริงๆแล้วมีนักศึกษาจำนวนน้อยมากถ้าเทียบกับจำนวนนักศึกษาเป็นล้านของประเทศที่ก่อเหตุอะไรแบบนี้ แต่ภาพที่ออกมาทำให้ภาพอาชีวะทั้งหมดเป็นจุดเสียแล้วก็นำไปสู่เรื่องของจำนวนผู้ที่จะเรียนอาชีวศึกษาด้วยและก็เรื่องผู้ประกอบวิชาชีพในระดับอาชีวศึกษาก็มีปัญหาตามมา”
ปัญหาของอาชีวศึกษานโยบายรัฐดูให้ความสำคัญกับทวิภาคีท่านนายกฯมอ
งอย่างไร
“ทวิภาคีในปัจจุบันได้รับความสนใจมากขึ้นจากทางภาคเอกชนแล้วก็มีการติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ก็ได้ดำเนินการพัฒนาในทิศทางที่มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครูฝึกในสถานประกอบการ การรับนักศึกษาในจำนวนที่มากขึ้น ในระบบทวิภาคี 
แต่ในเรื่องคุณภาพก็เป็นเรื่องสำคัญในการที่จะทำอย่างไรที่จะพัฒนานักศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน สอดคล้องกับสถานประกอบการ อีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะเป็นปัญหาพร้อมกับเป็นโอกาสในทางเดียวกันก็คือการขยายตัวของภาคการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีความสนใจในการนำหลักสูตรอาชีวะเข้าไปใช้ในสถานศึกษาภาคพื้นฐาน 
อีกส่วนหนึ่งก็คือความร่วมมือกับทางสำนักงานการอาชีวศึกษาในการที่จะขยายผลในเรื่องอาชีวศึกษา รวมถึงการเร่งรับนักศึกษาในจำนวนที่มากขึ้น อันนี้ก็ส่งผลในเชิงโอกาสและในเชิงปัญหาไปพร้อมๆ กัน
แต่อย่างไรก็ดี ที่ได้ยินจากท่านนายกในภาคต่างๆก็พบว่าหลายๆ ภูมิภาคก็ไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบมีนักศึกษาจำนวนมากขึ้น แต่หลายภูมิภาค หลายส่วนพื้นที่ก็ส่งผลกระทบในเชิงลบโดยเฉพาะการที่วิทยาลัยเทคนิคต่างๆเปิดรับจำนวนมากแล้วก็ทำให้บางทีคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนก็ดี ทรัพย์ยากรที่เขามีก็ดี อาจจะส่งผลให้นักศึกษาได้รับคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ในขณะที่สถานศึกษาเอกชนที่มีความพร้อมกับไม่สามารถรับนักศึกษาได้ตามจำนวน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ได้พูดคุยกับสำนักงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ว่าจะมีการที่จะช่วยเหลือสมาชิกรวมถึงจะมีการสร้างรูปแบบต่างๆ เพื่อที่สมาชิกสามารถที่จะปรับประยุกต์ใช้ได้เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษาอีกทางหนึ่งด้วย”
10 ปีหลังจากนี้ไปถ้าอาชีวะยังได้รับการสนับสนุนไปด้วยดีท่านนายกคิดไหมครับว่าสังคมไทยจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างไรบ้าง ?
“ผมคิดว่าตามหลักเศรษฐศาสตร์โดยง่ายจะพบว่าที่ใดก็แล้วแต่ที่มีความต้องการมากสิ่งนั้นก็จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เช่น เดียวกับอาชีวศึกษาปัจจุบันความต้องการมีจำนวนเยอะมากทั้งความต้องการภายในประเทศและนอกประเทศ ในที่สุดแล้วไม่ว่าเรามีปัญหาใดๆก็แล้วแต่ ผมเชื่อว่าทุกภาคส่วนก็จะฝ่าฟันปัญหาไปได้เพื่อที่จะพัฒนาอาชีวศึกษาของเราและสามารถที่จะทำให้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนทั้งในเรื่องของปริมาณ 
และเรื่องของพัฒนาคุณภาพก็จะคลี่คลายลงไปได้ 
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ปัญหาของอาชีวศึกษามีความซับซ้อนอยู่ค่อนข้างเยอะเพราะว่าเกี่ยวเนื่องกับผู้ปกครอง กับผู้เรียน กับสถานประกอบการ เพราะฉะนั้นก็จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย อย่างน้อยที่สุดผมคิดว่านโยบายของภาครัฐทุกวันนี้มีความชัดเจนแล้วในเรื่องของอาชีวศึกษา แต่อาชีวศึกษาเอกชนก็คงจะต้องต่อสู้ในการที่จะลดความเหลื่อมล้ำเรื่องอาชีวะภาครัฐกับภาคเอกชน ถ้าสมมติมาอยู่ในสถานภาพเดียวกันได้ก็จะทำให้การอาชีวศึกษาของทั้งประเทศสามารถพัฒนาขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน”